สอท.จีน/อิสราเอล เรียกร้องให้พลเมืองจีนอพยพออกจากอิสราเอลโดยเร็ว

สอท.จีน/อิสราเอลออกประกาศเมื่อ 23 มี.ค.69 แจ้งเตือนพลเมืองจีนในอิสราเอลให้เดินทางกลับประเทศ หรืออพยพยออกนอกพื้นที่โดยเร็วที่สุด หลังอิหร่านเพิ่มความรุนแรงและขยายพื้นที่โจมตีอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ทั้งไม่ให้เดินทางไปยังพื้นที่มีความเสี่ยงสูง หรือสถานที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน เช่น ท่าอากาศยาน ท่าเรือ โรงไฟฟ้าโรงกลั่นน้ำมัน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ  พื้นที่ความมั่นคง และเขตทหาร  รวมทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสาร เพิ่มความระมัดระวังในการดำรงชีวิต และศึกษาเส้นทางไปยังสถานที่หลบภัยใกล้ที่พัก   ทั้งนี้ สอท.จีน/อิสราเอล จะเร่งประสานงานกับกลุ่มชาวจีนต่าง ๆ รวมถึงเพื่อนรวมชาติจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ให้เตรียมสิ่งของที่จำเป็นเพื่ออพยพออกจากอิสราเอลผ่านทางด่านตาบา ซึ่งติดกับอียิปต์ใน 25 มี.ค.69

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ : มิติสำคัญของการสร้างและรักษาไว้ซึ่งความมั่นคง

ขณะที่คู่ขัดแย้งสู้รบและสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล หรืออิสราเอล-ปาเลสไตน์ รวมถึงรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรบพุ่งที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียเช่นกัน เพียงแต่มาในรูปแบบที่ต่างกัน และเมื่อเทียบความเสียหายก็ไม่ได้มีมูลค่าน้อย ๆ ทั้งยังจะยิ่งสูงขึ้นจากความยาวนานของสงคราม รวมทั้งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู …ความเสียหายที่ว่าคือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ถูกทำลายและทำให้ประเทศต่าง ๆ กลายเป็นผู้ประสบภัยร่วมจากการที่ต้องพึ่งพาหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับคู่สงครามไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง การหาทางเอาตัวรอดจากภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งเฉพาะหน้าและเตรียมการสำหรับภัยในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) ไม่ว่าภาวะปกติหรือยามวิกฤติมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าความมั่นคงที่ยึดโยงกับการทหาร องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development-OECD) ระบุว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ ความสามารถของชาติในการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการทำให้มีความสามารถฟื้นตัว/ลุกได้เร็วและทรงตัวได้ไวไม่ว่าจะเผชิญ ภัยคุกคามใด ๆ  ทั้งจากภายในและต่างประเทศ  ความมั่นคงทางเศรษฐกิจยังมีความเหลื่อมทับกับความมั่นคงที่ยึดโยงกับการทหาร เนื่องจากการสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ ความสามารถของประเทศโดยรวมในการป้องกันและสร้างผลประโยชน์แห่งชาติให้เพิ่มพูนท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว OECD ยังย้ำถึงการเสริมสร้างความสามารถในการลุกได้ไว จากภัยคุกคามทั้งในและนอกประเทศเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และในยุคที่โลกเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจยิ่งมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมไปถึงขีดความสามารถในการคุ้มครองสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และการสร้างหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงการปกป้องอุตสาหกรรมทางยุทธศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน การรักษา การลื่นไหลของการค้าและการลงทุน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์…

อาเซียนผลักดันวาระโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค

การประชุมคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน (ASEAN Committee on Sustainable Infrastructure-ACSI) ที่เมืองปาไซ ฟิลิปปินส์ เมื่อ 12 มี.ค.69 หารือถึงแผนปฏิบัติการว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ปี 2569-2573 (Sustainable Infrastructure Action Plan-SIAP) มีเป้าหมาย เพื่อขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน  เสริมสร้างความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชน ทั้งนี้ SIAP สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงของอาเซียน ที่ได้รับการรับรองเมื่อปี 2568  นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันข้อเสนอโครงการ Multi-Year Programme on Enhancing Sustainable Infrastructure Development and Cooperation in ASEAN ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภาคีภายนอก

เกษตรกรเมียนมาเผชิญวิกฤตเชื้อเพลิงขาดแคลน กระทบความมั่นคงทางอาหาร

สนข. DVB และ สนข. The Straits Times รายงานเมื่อ 25 มี.ค.69 ว่า วิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงในเมียนมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ซึ่งเกษตรกรต้องใช้เวลาและแรงงานจำนวนมากในการเข้าคิวจัดหาน้ำมันตั้งแต่ช่วงเช้ามืดหรือค้างคืน แต่ยังได้รับในปริมาณจำกัด ส่งผลให้ต้องพึ่งพาตลาดมืดที่มีราคาสูงถึงประมาณ 12,000 จั๊ตต่อลิตร (ประมาณ 187 บาท) เพื่อรักษาผลผลิตไม่ให้เสียหาย นอกจากนี้ เมียนมายังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากอิหร่านในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ประมาณ 400,000–600,000 ตันต่อปี) ทำให้ความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาคพลังงานและภาคเกษตรกรรม

การขนส่งน้ำมันดิบในตะวันออกกลางปรับมาใช้เส้นทางด้านทะเลแดงมากขึ้น

สนข.Bloomberg รายงานเมื่อ 25 มี.ค.69 ว่า ซาอุดีอาระเบียเตรียมเร่งเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่าเรือยานบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดงเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมประมาณ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้น ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันหยุดชะงัก และทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าว สามารถบรรเทาผลกระทบด้านอุปทานได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถทดแทนปริมาณที่หายไปในช่วงเดือน มี.ค.69 ได้ทั้งหมด และยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสถานการณ์ขัดแย้งในภูมิภาคประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียประมาณ 56 ล้านบาร์เรล ตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย  ทั้งนี้ เรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางมีปลายทางหลักคือประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเยือนจีนระหว่าง 14-15 พ.ค.69

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเยือนจีนเพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนระหว่าง 14-15 พ.ค.69  หลังจากเลื่อนการเยือออกไปจากปลาย มี.ค.69 โดยอ้างความจำเป็นในการจัดการสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง กับทั้งระบุว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง จะต้อนรับประธานาธิบดีจีนที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปลายปี 2569