ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง

  The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับผลกระทบด้านพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลางต่อประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. โดยระบุว่า ฟิลิปปินส์และไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้มีความเปราะบางสูงต่อการชะงักของอุปทาน ซึ่งไทยมีมาตรการลดความต้องการใช้น้ำมัน แผนปันส่วนน้ำมัน การอุดหนุนราคา รวมถึงการจำกัดการส่งออกน้ำมันซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากไทยเพราะไทยเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันของภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกำลังบีบให้รัฐบาลทั่วภูมิภาคต้องตัดสินใจระหว่างการขยายงบประมาณเพื่อรองรับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หรือปล่อยให้ภาระตกอยู่กับประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยากและไม่มีรัฐบาลใดต้องการเผชิญ

ปากีสถานประสานสหรัฐฯ-อิหร่านและพันธมิตร เพื่อสนับสนุนการเจรจา ตอ.กลาง

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ Geo TV และ นสพ.Dawn ของปากีสถาน รายงานเมื่อ 2 เม.ย.69 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.ปากีสถาน ว่า ปากีสถานยังคงติดต่อกับผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความพยายามของปากีสถานในการอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาทางการทูต ปากีสถานยังประสานงานกับพันธมิตรในยุโรป ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation-OIC) และกลุ่มประเทศรอบอ่าวอาหรับ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า การสนับสนุนดังกล่าวไม่ใช่การกดดันฝ่ายใด

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสวิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ากำลังทำลาย NATO

สนข.The Guardian และ Euronews รายงานเมื่อ 2 เม.ย.69 ว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า กำลังทำลายความเชื่อใจและความมั่นคงของพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ด้วยท่าทีและคำพูดที่ขัดแย้ง เปลี่ยนไปมา รวมทั้งการตำหนิพันธมิตรและขู่ว่าจะถอนตัว พร้อมย้ำว่าการโจมตีทางทหารระยะสั้นไม่สามารถแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในระยะยาวได้ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซต้องเป็นกระบวนการหลายขั้นตอน เกิดขึ้นหลังจากความรุนแรงสงบหรือยุติลง พร้อมการเจรจากับอิหร่าน

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมา คนที่ 11

นสพ. The Straits Times รายงานเมื่อ 3 เม.ย.69 ว่า ที่ประชุมรัฐสภาเมียนมา ลงคะแนนเลือก พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ (อายุ 70 ปี)  เป็นประธานาธิบดีเมียนมา คนที่ 11 เมื่อ 3 เม.ย.69 โดยใช้วิธีการลงคะแนนแบบปิด ส่วนนายนโยซอ อดีต นรม. ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี คนที่ 1 และนางนันนีนีเอ ประธานพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) ประจำรัฐกะเหรี่ยง ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี คนที่ 2 ตามลำดับ โดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและคัดเลือกบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งใน ครม. เพื่อเข้าบริหารประเทศภายใน เม.ย.69 ต่อไป