ปรากฎการณ์อากาศแปรปรวนสุดขั้ว Super ElNiño กับไทย

 Int Podcast ติดตามปรากฏการณ์สภาพแวดล้อมโลก พร้อมเตือนให้ไทยรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสุดขั้ว และใครคือกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด!? ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ #โลกรวน#สิ่งแวดล้อม#ภูมิอากาศ#เกษตรกรรม#อุตสาหกรรม#สาธารณสุข#โลกร้อน

กัมพูชาผลักดันโครงการเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้า Upper Tatay กู้วิกฤตพลังงาน

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 20 เมษายน 2569 รายงานว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการวางแผนโครงการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานน้ำมันจากภูมิภาคอื่น ๆ จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับส่งเสริมโครงการผลิตพลังงานในประเทศ และสนับสนุนโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานสะอาด เฉพาะอย่างยิ่งโครงการ Upper Tatay หรือโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ บริเวณลุ่มน้ำตาไต (Tatay) จังหวัดเกาะกง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับนักลงทุนจีน หรือบริษัท China National Heavy Machinery Corporation (CHMC) ก่อสร้างโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2566 มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มก่อสร้างเมื่อ 10 เมษายน 2569 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 ผู้นำกัมพูชาเชื่อว่าจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงพลังงานในประเทศได้ในอนาคต เนื่องจากโรงงานและเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำดังกล่าว ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ (MW) จะเอื้อต่อความมั่นคงพลังงาน อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่กัมพูชาจะส่งออกพลังงานดังกล่าวไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมทั้งตอบโจทย์การพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศด้วย แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะอยู่ภายใต้กรอบการลงทุนแบบ BOT หรือ การสร้าง-ดำเนินการ-โอน ทำให้การควบคุมและดำเนินการเขื่อนดังกล่าวในระยะแรกจะเป็นสิทธิของนักลงทุนชาวจีน แต่ผู้นำกัมพูชาเชื่อว่า โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญและอาจทำให้กัมพูชากอบกู้วิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นหลังจากสงครามสหรัฐฯ -อิหร่านได้…

ญี่ปุ่นผ่อนคลายมาตรการห้ามส่งออกอาวุธ

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ ของญี่ปุ่นเมื่อ 21 เมษายน 2569 อนุมัติการผ่อนคลายมาตรการห้ามส่งออกอาวุธของญี่ปุ่นไปต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศได้ ทั้งเครื่องบินรบ เรือรบ และขีปนาวุธ มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากญี่ปุ่นมีมาตรการห้ามส่งออกยุทโธปกรณ์ไปต่างประเทศตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ญี่ปุ่นส่งออกได้เฉพาะอาวุธที่ไม่ร้ายแรง เช่น ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการลาดตระเวน และยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจับทุ่นระเบิด อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงและความท้าทายด้านการทหารที่ซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายมากขึ้นในปัจจุบัน พร้อมทั้งมีมุมมองว่าประเทศอื่น ๆ ต้องการรับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น จึงมีความพยายามเสนอให้ผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวทั้งเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและให้เอื้อต่อการเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในอนาคต การยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกอาวุธ มีขึ้นหลังจากญี่ปุ่นลงนามในสัญญาซื้อ-ขายเรือรบให้ออสเตรเลีย มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น เมษายน 2569 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นย้ำว่า การส่งออกอาวุธให้ประเทศต่าง ๆ จะมีข้อจำกัด คือ ต้องเป็นประเทศที่ใช้อาวุธตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างเคร่งครัด และเป็นประเทศที่มีข้อตกลงทวิภาคีกับญี่ปุ่น ด้านสื่อมวลชนญี่ปุ่นประเมินว่าปัจจุบันมี 17 ประเทศที่มีสิทธิซื้ออาวุธจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ลงนามในความร่วมมือทวิภาคีกับญี่ปุ่นแล้ว ญี่ปุ่นอาจขยายความร่วมมือได้กับประเทศที่เข้าไปเจรจาทวิภาคีกับญี่ปุ่นด้วย มีรายงานว่าปัจจุบัน ประเทศที่สนใจซื้ออาวุธจากญี่ปุ่น ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์…

จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

จีนแสดงบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 3 ฝ่าย ได้แก่ จีน-ไทย-กัมพูชา เพื่อหารือมุมมองเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ในระดับ Track II หรือนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชนของแต่ละประเทศ เป้าหมายเพื่อหาแนวทางสร้างสิ่งแวดล้อมด้านความมั่นคงเพื่อให้ไทย-กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หรือฉันทามติฝูเซียน (Fuxian Consensus) ที่ลงนามร่วมกันเมื่อ ธันวาคม 2568 ในการประชุมที่จังหวัดฝูเซียน มณฑลยูนนาน โดยมีจีนเป็นผู้ใกล่เกลี่ย การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 20 เมษษยน 2569 มีสถาบันวิชาการ China Foreign Affairs University (CFAU) ของจีนเป็นเจ้าภาพ โดยนักวิชาการที่ไปเข้าร่วมจะหารือในหัวข้อ “Implementing the Fuxian consensus and fostering a peaceful public opinion environment” พร้อมทั้งมีรายงานว่า นักวิชาการและสื่อมวลชนจากไทยและกัมพูชาเดินทางไปร่วมงานด้วย เช่น นายกวี จงกิจถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Asian…

เมียนมาเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารจากราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

  สนข. The Irrawaddy รายงานเมื่อ 20 เม.ย.69 อ้างรายงานของโครงการอาหารโลก (World Food Programme (WFP) ว่า เมียนมาเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหารจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิง   ส่งผลให้ราคาข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซ้ำเติมวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่อยู่ในระดับรุนแรง ปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากจำเป็นต้องลดการใช้ปุ๋ย   จึงอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงร้อยละ 10–15  อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะพยายามควบคุมราคาในบางพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงราคาปุ๋ยในตลาดได้สูงถึง 150,000 จั๊ตต่อกระสอบ (ประมาณ 2,291 บาท)   ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนทำให้ต้นทุนเพาะปลูกเกิน 1 ล้านจั๊ตต่อเอเคอร์ (ประมาณ 15,276 บาท) ทำให้เกษตรกรบางส่วนลดการผลิต ส่งผลต่อราคาข้าวในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะแรงงานรายวัน

รัสเซียพร้อมอำนวยความสะดวกการเจรจาระหว่างอิหร่านกับประเทศรอบอ่าว

เว็บไซต์ กต.รัสเซีย เผยแพร่แถลงการณ์การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย กับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เมื่อ 20 เม.ย.69 ว่า รัสเซียพร้อมจะอำนวยความสะดวกในการเจรจาทำข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันระหว่างอิหร่านกับประเทศรอบอ่าว พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางตามกรอบข้อตกลงที่ปากีสถานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งประกาศ และเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินการทางการทูต เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายจนควบคุมไม่ได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่การเผชิญหน้าด้วยอาวุธอีกครั้ง นอกจากนี้ รมว.กต.อิหร่านยืนยันจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เรือสินค้าของรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้อย่างราบรื่น

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเยือนปากีสถานเพื่อเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ จะนำคณะผู้แทนทางการทูตสหรัฐฯ อาทิ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนกรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน เพื่อเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านอีกครั้งใน 22 เม.ย.69  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์เมื่อ 20 เม.ย.69 ยืนยันว่า อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐฯ ไม่กังวลว่าจะต้องรีบบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยระบุจะขยายเวลาหยุดยิงเพิ่มอีก 24 ชม. (จนถึง 23 เม.ย.69) เพื่อรอผลการเจรจาหยุดยิงรอบสองดังกล่าว  และคาดว่าคงไม่มีการขยายเวลาหยุดยิงเพิ่มอีก ขณะที่ประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน และนายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน แสดงความไม่เชื่อมั่นต่อท่าทีของสหรัฐฯ

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของไทย

Bloomsbury Intelligence and Security Institute ของสหราชอาณาจักร เผยแพร่บทความระบุว่า วิกฤตจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของไทย เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากภูมิภาค ตอ.กลาง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยรัฐบาลใช้มาตรการลดการใช้พลังงานแต่เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และแม้ไทยจะจัดหาน้ำมันจากสหรัฐฯ และแองโกลา แต่ต้องเผชิญกับราคาที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการปรับเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 อาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดระยะกลางลดลง และส่งผลให้ราคาน้ำมันภายในประเทศพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อรัฐบาล โดยหากรัฐบาลล้มเหลวในการจัดการปัญหาราคาพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะที่การอุดหนุนราคาอย่างต่อเนื่องอาจทำลายความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ

วิกฤตราคาน้ำมันจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง ผลักดันการใช้รถยนต์ EV ในเอเชีย

South China Morning Post ของฮ่องกง เผยแพร่บทความระบุว่า ความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น เป็นตัวเร่งให้ผู้คนในภูมิภาคเอเชียเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์สันดาปไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะเนปาล ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่กำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ EV ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐบาล การแข่งขันราคาของผู้ผลิต และการตลาดเชิงรุก ช่วยผลักดันยอดขายรถยนต์ EV ให้เพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับเทียบเท่าหรือนำหน้ายุโรป อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการ ด้านนักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการตอบสนองเชิงโครงสร้างต่อต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ซื้ออย่างสิ้นเชิง และยุคของรถยนต์สันดาปกำลังถึงจุดสิ้นสุด

เมียนมาดำเนินมาตรการเชิงรุกจัดสรรน้ำมันดีเซลให้แก่เกษตรกรโดยตรง

กระทรวงการไฟฟ้าและพลังงานเมียนมาร่วมกับกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทาน และสภาเนปยีดอ ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจัดสรรน้ำมันดีเซลที่ผลิตภายในประเทศให้แก่เกษตรกรโดยตรง ตั้งแต่ 18 เม.ย.69 เพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและรับประกันการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมสำหรับภาคการเกษตร โดยกำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลที่อัตรา 10,000 จั๊ตต่อแกลลอน (ประมาณ 152 บาท) และดำเนินการจัดส่งในรูปแบบชำระเงินปลายทางไปยังหมู่บ้านที่ยังมีความต้องการใช้น้ำมันสำหรับการเพาะปลูกพืช  ได้แก่ ข้าวนาปรัง และพืชน้ำมัน รัฐมีแผนขยายการดำเนินการไปยังภาคและรัฐอื่น ๆ ด้วย