เวียดนามเตรียมพัฒนาบุคลากรเพื่อการพัฒนาพลังงานปรมาณูและนิวเคลียร์ภายในปี 2578

เว็บไซต์ นสพ.Vietnam News รายงานเมื่อ 2 ต.ค.69 อ้างถ้อยแถลงของนาย Tran Chi Thanh ผอ.สถาบันพลังงานปรมาณูเวียดนาม ว่าเวียดนามให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรหลากหลายสาขาสำหรับการปฏิบัติการในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิงห์ ทวน 1 (Ninh Thuận 1) และ นิงห์ ทวน 2 (Ninh Thuận 2) และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาพลังงานปรมาณูและนิวเคลียร์ภายในปี 2578   ด้านสำนักงานรังสีและความปลอดภัยนิวเคลียร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เปิดเผยว่า การปฏิบัติการในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 แห่ง ซึ่งใช้เทคโนโลยีตะวันตกใช้บุคลากรประมาณ 600-700 คน ขณะที่เทคโนโลยีของรัสเซียอาจใช้บุคลากรประมาณ 1,000 คน ทั้งนี้ เวียดนามมีแผนพัฒนาบุคลากร 2,000 คนภายในปี 2573 และอีก 2,500 คน ภายในปี 2578 โดยจะให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อพัฒนาบุคลากรและความเชี่ยวชาญ

อุปทูตรักษาการแทน ออท.ญี่ปุ่น ณ กรุงย่างกุ้ง พบหารือกับ รมว.กต.เมียนมา

  สนข. Japan Wire by Kyodo News รายงานเมื่อ 2 ต.ค.69 ว่า นายโยชิทาเกะ โชโก อุปทูตรักษาการแทน ออท.ญี่ปุ่น ณ กรุงย่างกุ้ง เมียนมา พบหารือกับนายติน หม่อง ซเว รมว.กต.เมียนมา เป็นครั้งแรก เมื่อ 1 ต.ค.69 ที่กรุงเนปยีดอ เมียนมา โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นการกระชับความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับเมียนมา ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ออท. ณ กรุงย่างกุ้ง หลังนายมารุยามะ อิจิโระ ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ออท. ณ กรุงย่างกุ้ง เมื่อ ก.ย.67 สะท้อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ให้การยอมรับรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าพร้อมใช้ Insurrection Act ในห้วงการเลือกตั้งกลางสมัย

สนข.เดอะฮิลล์ รายงานเมื่อ 1 ต.ค.69 อ้างบทสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าพร้อมประกาศใช้รัฐบัญญัติปราบการจลาจล (Insurrection Act) ห้วงการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัยใน  พ.ย.69 เพื่อควบคุมสถานการณ์หลังเสร็จสิ้นการประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งสมัย 2 ที่จะใช้กฎหมายนี้ ปกป้องการดำเนินนโยบายภายในประเทศ  โดย จนท.ระดับสูงกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้อำนาจทางกฎหมายดังกล่าว เพื่อนำกำลังทหารเข้าปกป้องการเลือกตั้งจากการแทรกแซงจากต่างชาติ

วิกฤตตะวันออกกลางผลักดันให้มีการผลิตและสำรวจแหล่งน้ำมันนอกภูมิภาคเพิ่มขึ้น

เว็บไซต์ cruxinvestor ออกรายงานประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เมื่อ 2 ต.ค.69 ว่า ความไม่สงบในตะวันออกกลางและข้อจำกัดในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้แหล่งน้ำมันนอกภูมิภาคตะวันออกกลางมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยผู้ผลิตนอกภูมิภาคตะวันออกกลางได้เพิ่มกำลังการผลิต เมื่อห้วง ก.พ.–ส.ค. 69  รวมประมาณ 420 ล้านบาร์เรล เพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไปบางส่วน สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่า สหรัฐฯ แคนาดา บราซิล กายอานา และอาร์เจนตินา จะเพิ่มกำลังผลิตรวม 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเพิ่มอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570 ขณะที่การสำรวจแหล่งน้ำมันใหม่มีแนวโน้มขยายไปยังภูมิภาคละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย-แปซิฟิก มากขึ้น

รัสเซียอาจยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล

นาย Alexander Novak รอง นรม.รัสเซีย แถลงเมื่อ 2 ต.ค.69 ว่า รัฐบาลอาจผ่อนปรนมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลบางส่วน หรือยกเลิกข้อห้ามทั้งหมดจากเดิมที่รัฐบาลประกาศให้มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลมีผลถึง 31 ต.ค.69 เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงสำเร็จรูปภายในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน แต่รัสเซียเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสียหายลดลง และเร่งกระบวนการซ่อมแซมให้รวดเร็วขึ้น  ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวในวันเดียวกันว่า รัสเซียอาจยังไม่ส่งออกน้ำมันดีเซล เพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงต่อไป และใช้วิกฤติพลังงานเป็นเงื่อนไขเจรจาต่อรองยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย ทั้งนี้ ก่อนเกิดความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 รัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซลมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ