โฆษก กต.ญี่ปุ่น ถูกรัสเซียขึ้นบัญชีต้องห้ามเดินทางเข้าประเทศ

เว็บไซต์ Nippon.com รายงานเมื่อ 12 พ.ย.68 ว่า พลเมืองญี่ปุ่น 30 คน ถูก กต.รัสเซียขึ้นบัญชีต้องห้ามเดินทางเข้าประเทศโดยไม่มีกำหนด ประกอบด้วย นายโทชิฮิโระ คิตามูระ โฆษก กต.ญี่ปุ่น กลุ่มนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยฮอกไกโด มหาวิทยาลัยเคโอ และมหาวิทยาลัยทาคุโชกุ รวมถึงสื่อมวลชน เช่น นักข่าวอาวุโสของ นสพ.Nikkei และอดีตผู้สื่อข่าวประจำกรุงมอสโก ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวของรัสเซียเป็นการตอบโต้ญี่ปุ่นที่คว่ำบาตรรัสเซียภายหลังการรุกรานยูเครน และเป็นครั้งแรกนับแต่นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อ ต.ค.68 โดยครั้งล่าสุดที่พลเมืองญี่ปุ่นถูกรัสเซียขึ้นบัญชีต้องห้ามเดินทางเข้าประเทศคือ เมื่อ มี.ค.ปี 68

สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการออกวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ

สนข.AP รายงานเมื่อ 12 พ.ย.68  ว่า กต.สหรัฐฯ สั่งการให้ สอท.และ สกญ.สหรัฐฯ ทั่วโลกเข้มงวดในการพิจารณาออกหรือต่ออายุวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขอยื่นเปลี่ยนสถานะเป็นผู้พำนักถาวร โดยกำหนดให้พิจารณาทักษะการใช้อังกฤษและวิชาชีพ สถานภาพการเงิน การรับความช่วยเหลือจากรัฐ ตลอดจนประวัติสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท วัณโรค พิษสุราเรื้อรัง และจิตเวช เพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และลดความเสี่ยงที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแลหรือรักษาชาวต่างชาติ ตามนโยบายจัดการผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  มาตรการดังกล่าวไม่ครอบคลุมผู้ขอยื่นวีซ่าท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยือน

กองทัพเรือเมียนมาฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซียเป็นครั้งที่ 3

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 11 พ.ย.68 ว่า กองทัพเรือเมียนมาฝึกซ้อมรบร่วมด้านความมั่นคงทางทะเลกับกองเรือแปซิฟิกของกองทัพเรือรัสเซีย เป็นครั้งที่ 3 ภายใต้รหัส MARUMEX ระหว่าง 10-14 พ.ย.68 บริเวณทะเลอันดามันใกล้กับชายฝั่ง จ.มะริด ภาคตะนาวศรี โดยการฝึกใช้การยิงกระสุนจริง ทั้งทางผิวน้ำ อากาศยาน และใต้น้ำ ซึ่งต่อยอดจากการซ้อมรบร่วมทางทะเลครั้งแรกเมื่อ พ.ย.66 และครั้งที่ 2 เมื่อ ต.ค.67  ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาออกประกาศแจ้งเตือนทางทะเลและทางอากาศ โดยห้ามการเดินเรือทั้งเรือพาณิชย์ เรือประมง และเรือท่องเที่ยว เข้าใกล้พื้นที่ที่ทำการฝึก ส่วนเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องไม่ทำการบินต่ำกว่า 15,000 ฟุต

ที่ประชุมสุดยอดประชาคมลาตินอเมริกา-EU ออกปฏิญญาสำคัญร่วมกัน

ที่ประชุมสุดยอดระหว่างประชาคมลาตินอเมริกาและแคริบเบียน (Community of Latin American and Caribbean States-CELAC) กับสหภาพยุโรป (EU) ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นที่โคลอมเบีย เมื่อ 10 พ.ย.68 ออกปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) และแผนงาน (Roadmap) เพื่อการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในด้านการค้า ภูมิอากาศ พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การศึกษา การวิจัย และวัฒนธรรม โดยเสนอให้ CELAC กับ EU เพิ่มความร่วมมือในด้านดังกล่าว อีกทั้งยังตกลงจะทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูระบบพหุภาคีและปกป้องหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN) และผลักดันการดำเนินการตามข้อตกลงพหุภาคีที่สำคัญ ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ตกลงที่จะจัดการประชุมสุดยอด CELAC-EU ครั้งที่ 5 ในปี 2570 ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม

นรม.มาเลเซียระบุว่าเป็นเพียงคนกลางในการเจรจาไทย-กัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 11 พ.ย.68 ว่า บทบาทของมาเลเซียในกระบวนการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา จำกัดเฉพาะการประสานงานและอำนวยความสะดวกเท่านั้น เงื่อนไขของการเจรจาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยและกัมพูชา มาเลเซียไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ และไม่เคยบังคับให้ไทยและกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการพูดคุย แต่เพียงทำหน้าที่คนกลางเพื่อให้มั่นใจว่าการเจรจาจะดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์  ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบข้อซักถามของ สส.กลุ่มพรรคฝ่ายค้าน ถึงแนวทางของรัฐบาลมาเลเซียต่อกระแสวิจารณ์บทบาทมาเลเซียในกระบวนการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา

จีนส่งออกชิป Nexperia สำหรับการใช้งานทางพลเรือนอีกครั้ง

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 9 พ.ย.68 ว่า พณ.จีนจะยกเว้นมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของบริษัท Nexperia สำหรับการใช้งานทางพลเรือน เพื่อผ่อนคลายผลกระทบที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้รับจากการควบคุมการส่งออกของจีน หลังจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เข้าควบคุมกิจการของบริษัท Nexperia ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท Wingtech ของจีน (จีนเข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2561) เมื่อ 30 ก.ย.68 อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเนเธอร์แลนด์ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) จะยังคงตึงเครียดจนกว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของและการดำเนินงานของบริษัท Nexperia จะได้รับการแก้ไข

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีปันผลให้ชาวอเมริกัน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุผ่าน Truth Social เมื่อ 9 พ.ย.68 ว่า จะนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ปันผลให้ชาวอเมริกันอย่างน้อยคนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี แนวคิดการแจกเงินดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากรับสภาสหรัฐฯ ก่อน ขณะที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.กค.สหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี 195,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2568 และจะเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยย้ำว่าเป้าหมายของมาตรการภาษี คือการสร้างสมดุลทางการค้าใหม่ที่เป็นธรรมมากขึ้น

ผู้ประกอบการสวนทุเรียนมาเลเซียขอให้รัฐบาลตั้งทุเรียนเป็นผลไม้ประจำชาติ

นสพ.New Straits Times รายงานเมื่อ 10 พ.ย.68 ว่า นายอีริค ชาน ประธานสมาคมผู้ประกอบการสวนทุเรียน (Durian Manufacturer Association-DMA) ของมาเลเซีย เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย กำหนดทุเรียนเป็นผลไม้ประจำชาติ รวมทั้งเรียกร้องให้ 7 ก.ค. ของทุกปี เป็นวันทุเรียนแห่งชาติ เนื่องจากเป็นห้วงที่ทุเรียนมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของฤดูกาล   ขณะที่อธิบดีกรมการเกษตร ยืนยันว่า กรมได้รับคำร้องจาก DMA เมื่อ 8 ก.ย.68 และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับทุเรียนสายพันธุ์คุณภาพสูงของมาเลเซียมีหลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์หนามดำ (D200) สายพันธุ์ D24 และเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์มูซังคิง (D197) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications-GI) และได้รับการขยายสถานะ GI เพิ่มเติมจนถึง มี.ค.77

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนระหว่าง 13-17 พ.ย.68

โฆษก กต.จีน แถลงเมื่อ 6 พ.ย.68 ว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 13-17 พ.ย.68 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยเป็นการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยนับตั้งแต่ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นรม.หลี่ เฉียง จะเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ กต.จีน ระบุว่า ไทยและจีนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรและใกล้ชิด ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างสูงภายใต้การชี้นำทางยุทธศาสตร์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ

เวียดนามเฝ้าระวังอุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่นคาลมาเอกิ

นข.VGP ของทางการเวียดนาม และเว็บไซต์ นสพ.Vietnam News รายงานเมื่อ 7 พ.ย.68 ว่าศูนย์พยากรณ์อุทกภัยแห่งชาติเวียดนาม ประกาศเตือนประชาชนเวียดนามในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งและจังหวัดที่ราบลุ่ม ให้เฝ้าระวังความเสี่ยงเกิดอุทกภัยน้ำทะเลหนุนและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเป็นผลจากพายุไต้ฝุ่นคาลมาเอกิ (Kalmaegi) ทั้งนี้ เวียดนามอพยพประชาชนในพื้นที่จังหวัดตอนกลางของประเทศประมาณ 129,000 ครัวเรือน หรือมากกว่า 537,000 คน ไปอยู่ในที่ปลอดภัย ก่อนพายุไต้ฝุ่นคาลมาเอกิขึ้นฝั่งที่ จ.ดั๊กลั๊ก และ จ.ซาลาย เมื่อประมาณ 060700 พ.ย.68 และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน เมื่อ 070500 พ.ย.68