กองทัพเรือเมียนมาฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซียเป็นครั้งที่ 3

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 11 พ.ย.68 ว่า กองทัพเรือเมียนมาฝึกซ้อมรบร่วมด้านความมั่นคงทางทะเลกับกองเรือแปซิฟิกของกองทัพเรือรัสเซีย เป็นครั้งที่ 3 ภายใต้รหัส MARUMEX ระหว่าง 10-14 พ.ย.68 บริเวณทะเลอันดามันใกล้กับชายฝั่ง จ.มะริด ภาคตะนาวศรี โดยการฝึกใช้การยิงกระสุนจริง ทั้งทางผิวน้ำ อากาศยาน และใต้น้ำ ซึ่งต่อยอดจากการซ้อมรบร่วมทางทะเลครั้งแรกเมื่อ พ.ย.66 และครั้งที่ 2 เมื่อ ต.ค.67  ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาออกประกาศแจ้งเตือนทางทะเลและทางอากาศ โดยห้ามการเดินเรือทั้งเรือพาณิชย์ เรือประมง และเรือท่องเที่ยว เข้าใกล้พื้นที่ที่ทำการฝึก ส่วนเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องไม่ทำการบินต่ำกว่า 15,000 ฟุต

ที่ประชุมสุดยอดประชาคมลาตินอเมริกา-EU ออกปฏิญญาสำคัญร่วมกัน

ที่ประชุมสุดยอดระหว่างประชาคมลาตินอเมริกาและแคริบเบียน (Community of Latin American and Caribbean States-CELAC) กับสหภาพยุโรป (EU) ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นที่โคลอมเบีย เมื่อ 10 พ.ย.68 ออกปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) และแผนงาน (Roadmap) เพื่อการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในด้านการค้า ภูมิอากาศ พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การศึกษา การวิจัย และวัฒนธรรม โดยเสนอให้ CELAC กับ EU เพิ่มความร่วมมือในด้านดังกล่าว อีกทั้งยังตกลงจะทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูระบบพหุภาคีและปกป้องหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN) และผลักดันการดำเนินการตามข้อตกลงพหุภาคีที่สำคัญ ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ตกลงที่จะจัดการประชุมสุดยอด CELAC-EU ครั้งที่ 5 ในปี 2570 ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม

นรม.มาเลเซียระบุว่าเป็นเพียงคนกลางในการเจรจาไทย-กัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 11 พ.ย.68 ว่า บทบาทของมาเลเซียในกระบวนการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา จำกัดเฉพาะการประสานงานและอำนวยความสะดวกเท่านั้น เงื่อนไขของการเจรจาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยและกัมพูชา มาเลเซียไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ และไม่เคยบังคับให้ไทยและกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการพูดคุย แต่เพียงทำหน้าที่คนกลางเพื่อให้มั่นใจว่าการเจรจาจะดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์  ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบข้อซักถามของ สส.กลุ่มพรรคฝ่ายค้าน ถึงแนวทางของรัฐบาลมาเลเซียต่อกระแสวิจารณ์บทบาทมาเลเซียในกระบวนการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา

บราซิลเป็นเจ้าภาพการประชุม COP30

การประชุม COP30 หรือการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2568 จัดขึ้นที่เมืองเบเลง บราซิล ระหว่าง 10-21 พฤศจิกายน 2568 เป็นระยะเวลา 12 วัน คาดว่าจะมีผู้แทนจากประเทศต่าง รวมทั้งองค์กรและภาคเอกชนสำคัญระดับโลกไปเข้าร่วมมากกว่า 50,000 คน จากอย่างน้อย 190 ประเทศ เพื่อหารือแนวทางการรับมือกับสภาวะโลกรวนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงทั่วโลก รวมทั้งแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพลดปัญหามลภาวะและการทำลายสิ่งแวดล้อม การประชุมครั้งนี้มีขึ้น หลังจากสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานประเมินสภาพอากาศของโลกว่าปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ที่ทั่วโลกเคยกำหนดไว้ สะท้อนว่า ปัญหาสภาพอากาศในอนาคตจะรุนแรงอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศต่าง ๆ ไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมทุกปี นอกจากนโยบายและความมุ่งมั่นด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การประชุม COP30 จะเน้นย้ำความร่วมมือเพื่อตั้งกองทุนสนับสนุนและช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีธีมคือ  “Delivering on the Paris Promise”  พร้อมกับให้ความสำคัญกับการปกป้องป่าและมหาสมุทร บราซิลซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าว ต้องการทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างเป็นรูปธรรม…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังไทยยุติทุกข้อตกลงกับกัมพูชา   

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งยุติทุกข้อตกลงกับกัมพูชา เนื่องจากเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยจำนวน 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ที่บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง ทำให้ไทยต้องเร่งตรวจสอบทุ่นระเบิดดังกล่าว   รวมทั้งยังไม่มีการส่งตัวทหารชาวกัมพูชาที่เป็นเชลยในไทยจำนวน 18 คน กลับประเทศ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ด้านกัมพูชายืนยันว่ายังคงปฏิบัติตามความตกลงอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของไทย และเรียกร้องไทยให้ส่งตัวทหารกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว ขณะที่ไทยระบุว่าอันตรายต่อความมั่นคงของไทยยังไม่ลดระดับลงตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น ไทยจะพิจารณาดำเนินการตามความตกลงอีกครั้งเมื่อกัมพูชาปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย สื่อต่างประเทศรายงานโดยเน้นย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการระงับความร่วมมือที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ผลักดันและใช้เป็นผลงานสร้างสันติภาพในต่างประเทศ เนื่องจากการลงนามในความตกลงระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องการจัดการและแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน มีขึ้นระหว่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนเอเชียและเข้าร่วมในพิธีลงนามใน Kuala Lumpur Peace Accord ที่มาเลเซีย เมื่อตุลาคม 2568 นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังมีส่วนร่วมในการเจรจาให้ไทยและกัมพูชาหาแนวทางยุติความขัดแย้งตั้งแต่ห้วง กรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างบทบาทการเป็น “global peacemaker” ดังนั้น การที่ไทยประกาศระงับความร่วมมือตามความตกลงกับกัมพูชา เท่ากับเป็นความท้าทายของผู้นำสหรัฐฯ…