อิสราเอลสกัดกั้นเงินทุนดิจิทัลของกลุ่มฮะมาส

เว็บไซต์ท้องถิ่นของอิสราเอล รายงานเมื่อ 10 ต.ค.66 ว่า ได้มีการอายัดบัญชีคริปโตเคอเรนซีที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮะมาส จำนวนหลายบัญชี โดยหน่วยงานของอิสราเอล ได้แก่ กระทรวงกลาโหม และหน่วยข่าวกรอง ร่วมมือกับบริษัท Binance ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุล เงินดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของโลก เป้าหมายที่อิสราเอลดำเนินการดังกล่าว ก็เพื่อตัดแหล่งที่มาของเงินทุนของกลุ่มฮะมาส ซึ่งกำลังมีการปะทะ และความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับอิสราเอลตั้งแต่ 7 ต.ค.66 และคาดว่าจะทำให้มีการตัดเงินทุนของกลุ่มฮะมาสที่มีการระดมทุนผ่านทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น

การชุมนุมประท้วงสนับสนุนอิสราเอลหน้าสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

การชุมนุมประท้วงสนับสนุนอิสราเอลกรณีการปะทะกันระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสหน้าสำนักใหญ่สหประชาชาติยังคงดำเนินอยู่จนถึง 10 ต.ค.66 โดยมีจำนวนหลายพันคน ซึ่งผู้ว่าการและนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กระบุว่า องค์กรชาวยิวหลายองค์กรร่วมมือกันจัดชุมนุม เช่น UJA Federation of New York ที่บริจาคเงินสนับสนุนฉุกเฉินให้กับชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นเหยื่อจากการปะทะกันกับกลุ่มฮะมาสในครั้งนี้ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในชั้นนี้ ยังไม่มีการจับกุมผู้ชุมนุม หลังจากมีการเผชิญหน้ากับกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ในบริเวณใกล้เคียง

มาเลเซียจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์

ด าโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี(นรม.)มาเลเซีย ได้หารือกับประธานาธิบดี Recep Tayyip Erdogan ของตุรกี เกี่ยวกับสถานการณ์อิสราเอล-ปาเลสไตน์ เมื่อ 9 ต.ค.66 และมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า มาเลเซียจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาด้วยการใช้กองทุน Humanitarian Trust Fund for the People of Palestine (AAKRP) มูลค่า 1 ล้านริงกิต (7.79 ล้านบาท) ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงการต่างประเทศ  พร้อมทั้งเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศจัดประชุมเพื่อหาทางยุติความรุนแรงโดยเร็วที่สุด ขณะที่ตุน มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีต นรม.มาเลเซียระบุในวันเดียวกันด้วยการประณามชาติตะวันตกที่ไม่แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ทำให้ความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายยืดเยื้อ

กาตาร์จะช่วยเจรจากรณีการช่วยเหลือตัวประกัน

รายงานข่าวเพิ่มขึ้นกรณีการช่วยเหลือตัวประกันกรณีที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสตั้งแต่ 7 ต.ค.66 จนมีการจับตัวประกันของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าอียิปต์จะช่วยในกรณีนี้ แต่เมื่อ 9 ต.ค.66 สื่อต่างประเทศรายงานว่า กาตาร์กำลังเจรจากับกลุ่มฮะมาสและอิสราเอล เพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งและช่วยเหลือตัวประกัน โดยมีการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่แต่ละฝ่ายจับกุมไว้ อย่างไรก็ดี อิสราเอลปฏิเสธว่ายังไม่มีการเจรจา เกิดขึ้น

สหรัฐอเมริกาเผชิญการชุมนุมประท้วงระหว่างกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์กับกลุ่มสนับสนุนอิสราเอล

เป็นที่รู้ ๆ กันว่าชาวอเมริกันเชื้อสายยิวในสหรัฐอเมริกา มีอิทธิพลทางการเมือง และเศรษฐกิจมากพอตัวทีเดียว ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวในสหรัฐอเมริกามีประมาณร้อยละ 2.4  หรือ 7.5 ล้านคน ของประชากรทั้งหมดที่มีกว่า 300 ล้านคน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ที่อพยพไปสหรัฐอเมริกา และสืบเชื้อสายมีประมาณ 170,000 ราย  ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์การสู้รบและการปะทะระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค.66 และยังต่อเนื่องอยู่จนถึงขณะนี้ (11 ต.ค.66) ทำให้ชาวอเมริกันที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแย้ง และเป็นประเด็นการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา

ความรุนแรงในฉนวนกาซาและอิสราเอลตึงเครียดขึ้น และเสี่ยงขยายตัว

สถานการณ์การปะทะและสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอล (Israel Defense Forces) กับกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาและพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอลในปัจจุบัน (11 ต.ค.66) ยังคงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ที่มีปฏิบัติการทางการทหารระหว่างกัน โดยระดับความตึงเครียดเพิ่มขึ้น เนื่องจากอิสราเอลเตรียมความพร้อมจะปฏิบัติการทางการทหารภาคพื้นดิน จากการระดมกำลังเสริมมากกว่า 300,000 นาย เป้าหมายเพื่อปิดล้อมฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ (Complete Siege) และทำลายศักยภาพทางการทหารของกลุ่มฮะมาส

เมืองไทยยังน่าอยู่เสมอ

ขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างฮามาสกับอิสราเอลยังดำเนินต่อไป..ณ วันนี้มีคนไทยในอิสราเอลเสียชีวิตไปแล้ว 18 ราย ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย บาดเจ็บอีกเป็นสิบ มีผู้ลงทะเบียนกับสถานทูตขอเดินทางกลับไทยแล้วกว่า 3,000 คน ความช่วยเหลือยังดำเนินไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากการเดินทางยังไม่เป็นปกติ วันนี้ขอพักรบเรื่องราวความขัดแย้งอาหรับ-อิสราเอลไว้ก่อน ขอส่งกำลังใจให้คนไทยที่นั่นทุกคนปลอดภัย ไม่ว่าจะตัดสินใจกลับไทยหรืออยู่ต่อรวมทั้งเอาใจช่วยเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือคนไทยได้สำเร็จตามแผน

The Intelligence Update Exclusive : ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส

วันนี้ วันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2566 เวลา 19.30 น. พบกับรายการ The Intelligence Update Exclusive วันนี้เราได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมพูดคุยเรื่อง “ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส”

ไขข้อข้องใจ Soft power ใหม่ แฟชั่นเวียดนาม ทำไมถึงได้รับความนิยมทั่วโลก?

รู้หรือไม่ ปัจจุบันเวียดนามกลายเป็นตลาดที่ดึงดูด “Fast Fashion” มากที่สุดในอาเซียน และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นี้กระแสแฟชั่นเวียดนามยังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับกระแสแฟชั่นเกาหลีใต้ที่ครองตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่าร้านเสื้อผ้าออนไลน์หลายร้านในไทยนำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าของเวียดนามจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่ผลิตสื่อเนื้อหาเกี่ยวกับการไปซื้อเสื้อผ้าที่เวียดนามแบบเหมาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมถึงคอนเทนต์ Unboxing เสื้อผ้าจากเวียดนาม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมและเกิดเป็นกระแสไวรัล ไม่ใช่เพียงแค่ในไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกด้วย กล่าวได้ว่าแฟชั่นกำลังกลายเป็น Soft power ใหม่ของเวียดนาม และยังส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว จุดเริ่มต้นความนิยม Fast Fashion ในเวียดนาม เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 เวียดนามเป็นประเทศที่มีแบรนด์ต่างชาติ เช่น ZARA H&M และ Uniqlo เข้ามาขยายสาขาและจ้างแรงงานผลิตสินค้า เนื่องจากแรงงานเวียดนามมีมาตรฐานที่ค่อนข้างดี ขณะที่ค่าจ้างก็ราคาถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ย่านการค้าในเวียดนาม เช่น โฮจิมินห์ จึงเต็มไปด้วยแบรนด์สัญชาติต่าง ๆ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสิ่งทอในเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถผันตัวเองจาก “ประเทศฐานการผลิต” สู่ “ประเทศผู้ผลิตและส่งออก” ได้ ปัจจัยที่ทำให้กระแสแฟชั่นเวียดนามได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่…

วิกฤตมนุษยธรรมระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน: เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค

ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่คุกรุ่นจากการปะทะกันมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) กลายมาเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาคมโลกมากขึ้นในขณะนี้ หลังจากเมื่อ 19 กันยายน 2566 ที่อาร์เซอร์ไบจานเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัคอีกครั้ง พื้นที่ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ อยู่ทางตอนเหนือของอิหร่าน และทางตอนใต้ของรัสเซีย โดยในช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลายและได้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานขึ้นเมื่อพ.ศ. 2534 พื้นที่ดังกล่าวก็ได้รับการรับรองจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน แม้ว่าแท้จริงแล้ว ประชากรส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายอาร์เมเนียและมีการบริหารพื้นที่ประหนึ่งเป็นรัฐเอกราชโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายอาร์เมเนียก็ตาม โดยพวกเขาจะเรียกตนเองว่าสาธารณรัฐอาร์ตซัค (Republic of Artsakh) จากนั้นมาพลเมืองในพื้นที่และรัฐบาลอาเซอร์ไบจานต่างฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้ จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นเรื่อยมา การกระทบกระทั่งกันระหว่างอาร์เซอร์ไบจานและอาร์เมเนียเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนขยายกลายเป็นสงครามนั้นก็เกิดขึ้นในปี 2563 ในครั้งนั้น สงครามระหว่างอาเซอร์ไบจานกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนชาวอาร์เมเนียได้ดำเนินไปเป็นเวลา 44 วัน จบลงด้วยชัยชนะของอาเซอร์ไบจานที่ได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากตุรกี หลังจากนั้นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานก็ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงโดยมีรัสเซียเป็นคนกลางในการเจรจา หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อตกลงคือ การให้หลักประกันความมั่นคงบริเวณระเบียงลาชิน (Lachin corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางบกทางเดียวที่เชื่อมต่อจากอาร์เมเนียเข้าไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค โดยทหารรัสเซียเป็นผู้รักษาสันติภาพรับผิดชอบบริเวณเส้นทางนี้ แต่ทว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวถูกละเมิดอยู่หลายครั้งโดยทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็กล่าวหากันและกันว่าทำการโจมตีอย่างหนักต่อพลเรือนในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค และทำให้เกิดการปะทะรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งเมื่อ ธันวาคม 2565 อาเซอร์ไบจานเริ่มปิดล้อมถนนบริเวณระเบียงลาชิน ที่เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่ดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้การเดินทางเข้าออกพื้นที่ระหว่างอาร์เมเนียกับนากอร์โน-คาราบัค เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้นเผชิญกับสภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เชื้อเพลิง รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จนนานาประเทศหวั่นว่าจะกลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม และอาจรวมถึงการเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย เพราะการปิดกั้นเส้นทางจากอาร์เมเนียไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค…