สื่อเมียนมารายงานกรณีกองทัพเมียนมาปฏิบัติโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับรุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย

สนข. The Irrawaddy รายงานเมื่อ 23 ก.ค.68 ว่า กองทัพเมียนมาปฏิบัติโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle-UAV)) แบบพลีชีพติดตั้งระเบิด จำนวน 1 ลำ รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยและตกในพื้นที่ป่าบริเวณบ้านขุนแม่เหว่ย ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก แต่ทีมกำจัดวัตถุระเบิดได้ทำการปลดชนวนและเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ออกไปอย่างปลอดภัย โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของไทย เปิดเผยเมื่อ 21 ก.ค.68  คาดว่าเป็น UAV ของกองทัพเมียนมาที่ใช้โจมตีต่อฐานที่มั่นของกองทัพปลดปล่อยแห่งชนชาติกะเหรี่ยง (KNLA) พื้นที่ฝั่งตรงข้ามในรัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้ฝ่ายไทยทำหนังสือประท้วงฝ่ายเมียนมา ผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC) เพื่อขอให้ป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุโจมตีรุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย

กัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย

  สนข.Fresh News และ สนข.AKP ของทางการกัมพูชา รายงานเมื่อ 24 ก.ค.68 ว่า รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยเหลือระดับต่ำสุด (อุปทูตรักษาการ) เพื่อตอบโต้กรณีไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา รวมถึงการเรียกตัว ออท.ไทย/กัมพูชา กลับประเทศ และขับ ออท.กัมพูชา/ไทย  โดยกัมพูชาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตทั้งหมดใน สอท.กัมพูชา/ไทย เดินทางกลับกัมพูชา และให้ สอท.ไทย/กัมพูชา ดำเนินการเช่นเดียวกัน    

รมช.กต.ญี่ปุ่น พบหารือกับ รมว.กต.ไทย

กต.ญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 24 ก.ค.68 ว่า นายมิยาจิ ทากูมะ รมช.กต.ญี่ปุ่น พบหารือกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.กต.ไทย ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ โดยนายมิยาจิระบุว่าญี่ปุ่นประสงค์กระชับความร่วมมือกับไทยภายใต้ความสัมพันธ์ระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) เนื่องในโอกาสครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในปี 2570 เฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในห้วงที่ประชาคมระหว่างประเทศเผชิญวิกฤตรอบด้าน นายมิยาจิแสดงความเสียใจต่อผลกระทบและความเสียหายในไทยจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อ มี.ค.68  และพร้อมใช้ประสบการณ์และกรณีศึกษาของประเทศ เพื่อสนับสนุนประชาคมระหว่างประเทศด้านการบรรเทาสาธารณภัย ส่วนนายมาริษระบุว่าไทยประสงค์กระชับความร่วมมือกับญี่ปุ่นเช่นกัน พร้อมขอบคุณญี่ปุ่นที่ช่วยเหลือด้านการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย และย้ำว่าทั้งสองประเทศให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) โดยความเชี่ยวชาญด้านการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยของญี่ปุ่นเป็นปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

จีน-เวียดนามจัดฝึกร่วมทางทหารครั้งแรกที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

นสพ.Global Times รายงานเมื่อ 23 ก.ค.68 ว่า การฝึกร่วมทางทหารระหว่างจีน-เวียดนามครั้งแรกจัดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มุ่งเน้น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การลาดตระเวนร่วม การโจมตีร่วม การกู้ภัยร่วม และการสนับสนุนร่วม ครอบคลุม 8 หลักสูตรย่อย อาทิ การลาดตระเวนแบบพรางตัว การลาดตระเวนด้วยโดรน และการยิงด้วยกระสุนจริง มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ลาดตระเวนชายแดน ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการทหารจีนระบุว่า การฝึกร่วมดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพจีนกับเวียดนามกำลังขยายตัวต่อเนื่อง

สหรัฐฯ อาจต้องหาบริษัทแทน SpaceX ในการดำเนินการระบบ Golden Dome for America

สนข.รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 23 ก.ค.68 ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาบริษัทแทน  SpaceX เพื่อพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome for America  เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนาย Elon Musk  บริษัทที่มีศักยภาพและสหรัฐฯ กำลังพิจารณา ได้แก่ บริษัทอวกาศ Project Kuiper ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท Amazon  รวมถึงบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่มีศักยภาพในการวิจัย และปล่อยอุปกรณ์ หรือวัตถุไปยังอวกาศ อาทิ บริษัท Northrop Grumman , Lockheed Martin , L3Harris ,  Palantir และ Anduril ทั้งนี้ บริษัท SpaceX เป็นบริษัทเอกชนด้านอวกาศที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก เพราะได้สัญญาโครงการของกองทัพ และเครือข่ายการสื่อสารสำคัญของสหรัฐฯ หลายโครงการ อาทิ  โครงการเครือข่ายดาวเทียม Starlink และ Starshield

พ.อ.หม่องชิตตู่แยกตัวจากกองทัพเมียนมาและจัดตั้งกองทัพแห่งชนชาติกะเหรี่ยง (KNA) ใน จ.เมียวดี

สนข. DVB News รายงานเมื่อ 24 ก.ค.68 ว่า พ.อ.หม่องชิตตู่ อดีตผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ที่เคลื่อนไหวหลักใน จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง (ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก) ประกาศในการประชุมกับผู้แทนนักการเมือง ผู้นำชุมชน และเครือข่ายพระสงฆ์ ที่หมู่บ้านมไยง์จีงู เมืองไลง์บเว รัฐกะเหรี่ยง เมื่อ 20 ก.ค.68 ว่า กองกำลัง BGF/KNA ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการแก่รัฐบาลเมียนมา เกี่ยวกับแผนปฏิรูปกองกำลังและจัดตั้งเป็นกองทัพแห่งชนชาติกะเหรี่ยง (KNA) แทน BGF เดิม พร้อมจะแยกตัวเป็นอิสระจากกองทัพเมียนมา หลังจาก พ.อ.หม่องชิตตู่ เปลี่ยนไปใช้ชื่อ KNA ตั้งแต่เหตุสู้รบรุนแรงใน จ.เมียวดี ช่วง ม.ค.67 แต่ยังคงสนับสนุนกองทัพเมียนมาในการควบคุมความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนติดกับไทย

สื่อต่างชาติรายงานไทยโจมตีทางอากาศต่อกัมพูชาหลังจากกัมพูชายิงจรวดเข้าชายแดนไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ห้วง 1200-1400 น. มีรายงานว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพกัมพูชาบริเวณใกล้พรมแดน หลังจากมีรายงานว่ากองทัพกัมพูชายิงจรวดรุ่น BM-21 ซึ่งเป็นจรวดหลายลำกล้อง ยิงได้ในระยะ 20 กิโลเมตร เข้าพื้นที่พลเรือนในจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ ทำให้มีรายงานประชาชนชาวไทยได้รับบาดเจ็บ 14 ราย และเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 ราย เนื่องจากจรวดของกัมพูชาตกใส่ร้านค้าสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมัน รวมทั้งโรงพยาบาลพนมดงรัก ในจังหวัดสุรินทร์ ด้วย ด้านกองทัพกัมพูชายืนยันว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 โจมตีกัมพูชาจริง แต่ไม่เปิดเผยความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายไทย รวมทั้งยืนยันว่าพื้นที่ปะทะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา อย่างไรก็ดี สื่อต่างประเทศระบุว่ามีการตอบโต้ทางการทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ 6 จุด ตามรายงานของไทย ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากการตอบโต้ด้วยวิธีการทางทหาร ไทยและกัมพูชายังตอบโต้ด้วยมาตรการการทูต รวมทั้งยกระดับการปกป้องพลเรือนของตนเอง โดยไทยสั่งให้ประชาชนที่อยู่ในกัมพูชาพิจารณาเดินทางกลับไทยโดยเร็ว เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและขยายตัวรุนแรงมากขึ้น สำนักข่าว CNN รายงานว่ากองทัพไทยมีศักยภาพด้านกองกำลังและยุทโธปกรณ์สูงกว่ากัมพูชา รวมทั้งมีจำนวนทหารและอาวุธมากกว่าอย่างน้อย 3 เท่า ตลอดจนยังมียุทโธปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดกับต่างประเทศ…

สนธิสัญญาออตตาวา : ความหวังและการเผชิญหน้ากับความท้าทายในการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชายังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย และสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อห้วงกลางกรกฎาคม 2568 เกิดกรณีที่ทหารไทย 3 นายถูกระเบิด ขณะลาดตระเวนบริเวณสามเหลี่ยมมรกต อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 16 กรกฎาคม 2568 ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  (Thailand Mine Action Center-TMAC) และกองทัพบกของไทย ยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ผลิตในรัสเซีย และยืนยันว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดของกองทัพไทย และชี้ว่าเป็นการวางใหม่ โดยมีเจตนาเพื่อสังหารบุคคล ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยและสนธิสัญญาออตตาวา ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่า บริเวณที่ทหารไทยลาดตระเวนอยู่ภายในอธิปไตยกัมพูชาและมีระเบิดตกค้างจากสมัยสงครามจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงของเหตุระเบิดยังต้องสืบสวนกันต่อไป แต่วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับสนธิสัญญาออตตาวาที่ทั้งสองประเทศกล่าวอ้างถึงกัน สนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศสนใจรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีรายงานการยิงตอบโต้ ระหว่างกันเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณฐานทัพของไทยใกล้ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ โดยสื่อต่างประเทศเน้นท่าทีอย่างเป็นทางการของทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันระบุว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มก่อน และความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยอ้างท่าทีกองทัพไทยว่าฝ่ายกัมพูชาส่งอากาศยานไร้คนขับเข้าใกล้พื้นที่ก่อนส่งทหาร 6 คนพร้อมอาวุธปืน RPG และจรวด BM21 เข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องตนเอง และตอบโต้กรณีทหารไทยละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้ สื่อรายงานด้วยว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นอกจากนี้ ไทยได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่อ่อนไหวอพยพออกจากพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์โดยไล่เรียงเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่พฤษภาคม 2568 และมาตรการตอบโต้กันทั้งทางทหาร การปิดพรมแดน และการทูตระหว่างไทย-กัมพูชา ล่าสุด คือกรณีไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา ด้วยการประกาศเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำพนมเปญ กลับไทย กัมพูชาจึงดำเนินการในระดับเดียวกัน พร้อมทั้งเรียกเจ้าหน้าที่ทูตกัมพูชาทั้งหมดกลับประเทศ สื่อให้ความสนใจกระแสชาตินิยมในทั้ง 2 ประเทศที่ขยายตัวในช่วงที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ราบรื่น รวมทั้งเป็นปัจจัยส่งผลต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรีไทย ขณะเดียวกัน มุมมองของสื่อต่างประเทศสะท้อนว่าประเด็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่ากัมพูชาลอบวางกับระเบิดในพื้นที่พรมแดน เสี่ยงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และสนใจรายงานท่าทีสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตผู้นำกัมพูชาที่เผยแพร่ความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดขอให้ชาวกัมพูชาเชื่อมั่นในมาตรการของรัฐบาลและกองทัพ และไม่ตื่นตระหนกกับการปะทะกับไทย