จีนอาจสร้างเกาะเทียมเพื่อขยายสิทธิครอบครองสันดอนสการ์โบโรห์ในทะเลจีนใต้

นสพ.South China Morning Post รายงานเมื่อ 22 ก.ย.68 อ้างนาย Wu Shicun นักวิจัยประจำสถาบันทะเลจีนใต้ศึกษาแห่งชาติของจีน (National Institute for South China Sea Studies) ว่า จีนอาจพิจารณาสร้างเกาะเทียมที่สันดอนสการ์โบโรห์ (จีนเรียกเกาะหวงเหยียน) ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนมีข้อพิพาทกับฟิลิปปินส์ หลังจีนประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติระดับชาติ เพื่อขยายสิทธิครอบครองพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมน่านน้ำรอบเกาะ แม้อาจต้องเผชิญหน้ากับฟิลิปปินส์มากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ เกาะหวงเหยียนอยู่ห่างจากมณฑลไห่หนานของจีนไปทาง ตอ.ต. ประมาณ 890 กม. มีพื้นที่ 35.2367 ตร.กม.

นายกรัฐมนตรีอินเดียรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนสินค้า Made in India

  นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชน เมื่อ 21 กันยายน 2568 เรียกร้องให้ประชาชนชาวอินเดียหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศและกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ในอินเดีย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง แนวทางดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอยจากการประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอินเดียถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ อินเดียยังดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี ลดราคาสินค้า และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอินเดียกระตุ้นให้ชาวอินเดียกว่า 1,400 ล้านคนภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของอินเดียและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย (Made in India) สอดคล้องตามหลักการ Swadeshi (การพึ่งพาตนเอง) โดยขอประชาชนให้ความสำคัญกับสินค้าอินเดียในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ว่า “ของขวัญควรเป็นของที่ทำในอินเดีย เครื่องแต่งกายควรเป็นผ้าทอในอินเดีย ของตกแต่งควรทำจากวัสดุที่ผลิตในอินเดีย” รวมถึงขอให้เจ้าของกิจการร้านค้ามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดียเป็นหลัก เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีโมดิไม่ได้ประกาศให้ “แบน” สินค้าต่างชาติประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนรณรงค์ให้คว่ำบาตรสินค้าอเมริกัน ตั้งแต่ McDonald’s Coca-Cola Amazon และ Apple ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปตามปกติ แม้จะมีความตึงเครียดบางประการเกิดขึ้นเป็นระยะ รวมทั้งอินเดียเข้าไปใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แต่ยังคงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการยุติความร่วมมือหรือมาตรการคว่ำบาตรร้ายแรงใด…

กัมพูชาเจาะความสัมพันธ์ด้านการทหารกับระดับรัฐของสหรัฐฯ

  กัมพูชาเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทด้านความมั่นคงในกัมพูชามากขึ้นด้วยการใช้ช่องทางระดับรัฐของสหรัฐฯ โดยเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครทูตสหรัฐฯ/พนมเปญโพสต์ภาพที่กัมพูชาให้การต้อนรับพลตรี Timothy Donnellan ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองของรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard -IDNG) ของสหรัฐฯ เมื่อ 15-16 กันยายน 2568 นอกจากนี้ พลตรี Donnellan ยังเยือนโรงเรียนฝึกกองกำลังผสมระหว่างประเทศ (Training School for Multinational Peacekeeping Forces) หรือ PKO School รวมทั้งได้พบกับพลโท Hout Kimsan รองผู้อำนวยการของศูนย์  National Center for Peacekeeping Force Mine and ERW Clearance และผู้อำนวยการ PKO School ของกัมพูชาอีกด้วย ในระหว่างการเยือน พลตรี Donnellan ได้มีการรื้อฟื้นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการรักษาสันติภาพ ที่ชื่อ The Subject Matter Expert…

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนจากความตึงเครียดในยุโรปและตะวันออกกลาง

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 22 ก.ย.68 ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ตลาดลอนดอน ปรับเพิ่ม 28 เซนต์ อยู่ที่ 66.96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ที่ตลาดนิวยอร์ก เพิ่มขึ้น 20 เซนต์ อยู่ที่ 62.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปและตะวันออกกลางห้วง ก.ย.68 เช่น การที่รัสเซียละเมิดน่านฟ้าประเทศสมาชิก NATO หลายประเทศ เช่น โปแลนด์ และเอสโตเนีย ขณะที่ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียเพิ่มขึ้น รวมทั้งกรณีประเทศตะวันตก ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และโปรตุเกส ประกาศรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ เมื่อ 21 ก.ย.68 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อิสราเอลตอบโต้รุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ประเมินว่าในระยะยาวมีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันดิบจะลดลง เนื่องจาก อุปทานน้ำมันดิบโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+…

สหราชอาณาจักร แคนาดาและออสเตรเลียรับรองรัฐปาเลสไตน์ ผู้นำอิสราเอลคัดค้าน

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักรเมื่อ 21 กันยายน 2568 แถลงว่าสหราชอาณาจักรจะรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ เพื่อสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ตามแนวทาง 2 รัฐ (two-state solution) ซึ่งเป็นแนวทางที่นานาชาติเห็นด้วยว่าจะเป็นการสร้างสันติภาพและการอยู่ร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ได้ รวมทั้งเป็นผลดีต่อความมั่นคงของอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ ตลอดจนบรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ปัจจุบันเผชิญความไม่แน่นอนและความตึงเครียดสูงจากความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตุลาคม 2566 ท่าทีของสหราชอาณาจักรมีขึ้นพร้อมกับที่ออสเตรเลียและแคนาดา ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์เช่นกัน โดยทั้ง 3 ประเทศต้องการส่งสัญญาณให้นานาชาติสนับสนุนแนวทางดังกล่าวด้วย เนื่องจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนไม่เป็นผลดีต่อความพยายามในการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา ก่อนหน้านี้ แคนาดาและออสเตรเลียเคยประกาศว่าจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ในห้วงสัปดาห์นี้ พร้อมกับโน้มน้าวให้ประเทศอื่น ๆ พิจารณารับรองรัฐปาเลสไตน์ เพื่อรักษาสันติภาพร่วมกัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศไว้ตั้งแต่ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ เพื่อกดดันให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารและความรุนแรงในฉนวนกาซา หรือลงนามในข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในฉนวนกาซา แลกกับที่กลุ่มฮะมาสต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด ตลอดจนปลดอาวุธและไม่มีบทบาทด้านการเมืองในฉนวนกาซา แต่อิสราเอลไม่รับข้อเสนอดังกล่าว ทำให้ผู้นำสหราชอาณาจักรตัดสินใจประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ โดยเลือกประกาศก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หรือ Rosh Hashanah ระหว่าง 22-24 กันยายน 2568 มีรายงานว่าฝรั่งเศส…

โครงการ Gold Card ของสหรัฐฯ ให้เศรษฐีต่างชาติมีสิทธิพำนักถาวรในสหรัฐฯ

เว็บไซต์ Forbes รายงานเมื่อ 21 ก.ย.68 ว่า สหรัฐฯ ประกาศดึงดูดเศรษฐีต่างชาติให้ย้ายถิ่นพำนักมาสหรัฐฯ มากขึ้น ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในโครงการ “Gold Card”  แบ่งเป็น 1) จ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับสิทธิพำนักถาวรในสหรัฐฯ  หรือ “Trump Gold Card”  และ 2) ภาคธุรกิจที่จ่าย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อพนักงานหนึ่งคน จะได้สิทธิพำนักถาวรในสหรัฐให้กับพนักงาน (ไม่ระบุจำนวนพนักงาน) หรือ “Trump Corporate Gold Card”  โดยจะเปิดโอกาสให้โอนสิทธิพำนักจากพนักงานคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่งได้ โดยมีค่าธรรมเนียมการโอนและต้องผ่านการตรวจสอบของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กับทั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ  โครงการดังกล่าว จะนำมาใช้แทนการตรวจลงตราประเภท EB-1 หรือ EB-2 ซึ่งสงวนไว้สำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษหรือมีวุฒิวิชาชีพขั้นสูง  นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแผนจะออกบัตร“Trump Platinum Card” มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งผู้ถือบัตรดังกล่าว สามารถพำนักในสหรัฐฯ…

การประท้วงในฟิลิปปินส์ เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม

  มีรายงานเมื่อ 21 กันยายน 2568 ว่า ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันประท้วงเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันและเรียกร้องประชาธิปไตย ที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ โดยผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ ดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างจริงจัง รวมทั้งวิจารณ์โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากที่คาดว่าเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการทุจริต เนื่องจากโครงการมากกว่า 9,000 โครงการไม่ประสบความสำเร็จและใช้งบประมาณจำนวนมากกว่า 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้ชนะการประมูลโครงการ ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่ยังคงต้องประสบภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง การชุมนุมครั้งนี้มีการปลุกกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์มาก่อนหน้านี้ ประกอบกับมีองค์กรคริสต์ศาสนา องค์กรสนับสนุนแนวคิดเสรียนิยม และกลุ่มนักศึกษาสนับสนุนการชุมนุม ทำให้มีผู้ประท้วงรวมตัวกันมากกว่า 50,000 คน เจ้าหน้าที่และหน่วยความมั่นคงจึงเตรียมความพร้อมรับมือกับผู้ประท้วง เพราะวิตกว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเหมือนการประท้วงในประเทศอื่น ๆ เช่น เนปาล รวมทั้งเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายแสวงประโยชน์จากการชุมนุมครั้งนี้ด้วย สาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการปะทะเกิดขึ้นหลังจากผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจ เริ่มเผายางรถยนต์ ก่อเหตุทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และขว้างหินใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เริ่มมีการปะทะและควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วง ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนแรงดันน้ำกดดันผู้ชุมนุม เพื่อควบคุมพื้นที่ ทำให้เกิดการปะทะระหว่างกัน ปัจจุบันผู้ชุมนุมบางส่วนถูกควบคุมตัว 72 คน เป็นเยาวชน 20 คน และมีรายงานเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 39 คน ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์…

ลาวมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมตอบสนองนโยบายผู้ส่งออกไฟฟ้าของภูมิภาค

รัฐบาลลาวมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การเป็นประเทศผู้ส่งออกไฟฟ้าของภูมิภาค (Battery of Asia) ล่าสุดประกาศว่าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Savan 1” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพินและเมืองหนอง แขวงสะหวันนะเขต (ตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร) คืบหน้าไปมาก โดยมีเป้าหมายส่งออกไฟฟ้าไปยังเวียดนาม ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้า Savan 1 ดำเนินการโดยบริษัท Savan 1 Wind Power Sole จำกัดซึ่งเป็นบริษัทในเครือ T&T Group ของเวียดนาม เงินลงทุน 768 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลลาวอนุมัติการก่อสร้างเมื่อ กันยายน 2567 โรงไฟฟ้าพลังงานลม Savan 1 มีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 495 เมกกะวัตต์ แบ่งการก่อสร้างและดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1  กำลังผลิตติดตั้ง 300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย กังหันลม 48 ต้น แต่ละต้นสูง 130 เมตร และใบพัดยาว 83…

เงินบาทแข็งค่ากระทบด้านการท่องเที่ยวและส่งออกของไทย

สนข.Reuters ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า สกุลเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลใหม่ของไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะชะลอตัว ท่ามกลางความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ และปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง  นักเศรษฐศาสตร์และภาคเอกชนประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และเกิดขึ้นในห้วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ระหว่างตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวในฤดูไฮซีซัน ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกเดินทางไปเยือนประเทศอื่น อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ ธปท. และต้องการให้ทำงานเพื่อทางออกที่ดีร่วมกัน

ไทยถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยในจีน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจในไทย รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยว แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวของชาวจีนแทนที่ไทย โดยห้วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 68 ชาวจีนเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากถึง 3.5 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยในห้วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน ทำให้จีนกลายเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ แม้จะใกล้เข้าช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ในวันชาติจีน (ช่วงต้น ต.ค.68) แต่บรรยากาศของนักท่องเที่ยวจีน ไม่คึกคักเท่าที่ควร และจำนวนเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำลดลง ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชาติเอเชียตะวันออกที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยังหันไปท่องเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยนอกจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นความปลอดภัยในไทยแล้ว ยังเป็นเพราะค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหยวนของจีนและดองของเวียดนาม รวมถึงชาวจีนที่เดินทางด้วยตนเองชื่นชอบความสดใหม่ของสถานที่และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ซึ่งเวียดนามมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมกับแหล่งท่องเที่ยวพัฒนาใหม่ มีย่านชอปปิ้งหรูหรา และร้านอาหารข้างทางคล้ายไทย แต่ราคาถูกกว่า จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีน