เมียนมาเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงินอันดับ 1 ของโลก

Basel Institute on Governance ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสงผลกำไร ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยแพร่ Basel AML Index ซึ่งเป็นดัชนีจัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงิน ประจำปี 2568 โดยฉบับที่เผยแพร่ ประเมินทั้งหมด 177 ประเทศ และใช้ข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมต่าง ๆ เรื่องการคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใสด้านนโยบายการเงิน และความร่วมมือกับต่างประเทศ ผลลัพธ์การประเมินพบว่า เมียนมาเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงินมากที่สุดในโลก รองลงมาเป็นเฮติ สาธารณรัฐคองโก ชาด อิเควทอเรียลกินี เวเนซุเอลา สปป.ลาว (อันดับที่ 7) กาบอง สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และสาธารณรัฐกินี-บิสเซา สำหรับจีนอยู่อันดับที่ 12 และสหรัฐฯ อยู่ที่อันดับ 113 ขณะที่ประเทศที่เสี่ยงน้อยที่สุด คือ ฟินแลนด์ อันดับของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงิน รวมเมียนมา และ สปป.ลาว ได้แก่ เมียนมา (อันดับ 1) สปป.ลาว (อันดับที่ 7)…

ผู้นำสหรัฐฯ คัดค้านกฎหมายควบคุม AI

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ออกคำสั่งผู้บริหาร (executive order) สกัดกั้นไม่ให้รัฐต่าง ๆ ออกกฎหมายควบคุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เนื่องจากมีมุมมองว่ากฎหมายควบคุมดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำโลกด้าน AI และไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ต้องการให้มีกฎหมายหรือระเบียบใดขัดขวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังวิจารณ์ว่า รัฐที่มีกฎหมายควบคุม AI จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Woke AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีอคติและอุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี และธุรกิจนี้ให้ก้าวหน้าเหนือประเทศอื่น ๆ ตัวอย่าง Woke AI ที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึง เช่น กรณีรัฐโคโลราโดห้าม AI ไม่ให้ใช้ฟังก์ชัน algorithmic discrimination หรือระบบอัลกอริทึมที่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้สังคมอเมริกันแตกแยก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมีมุมมองว่า…

เกาหลีเหนืออาจพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อการส่งออก

ท่าทีของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ระหว่าง 9-11 ธันวาคม 2568 น่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญที่ผู้นำสูงสุเดของเกาหลีเหนือได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มีนัยต่อการดำเนินนโยบายด้านการทหารและความมั่นคงในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะกรณีที่นายคิม จองอึน เชิดชูและยกย่องบทบาทของทหารเกาหลีเหนือที่เดินทางไปร่วมปฏิบัติการทางทหารกับรัสเซียในสงครามยูเครน แม้จะมีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิต แต่ก็เป็นการแสดงบทบาทของเกาหลีเหนือในเวทีโลก ท่าทีดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มจะสนับสนุนรัสเซียด้านการทหารและความมั่นคงต่อไป โดยจะเป็นฐานการลงทุน เพื่อพัฒนาและผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่รัสเซียจำเป็นต้องใช้ในสงครามยูเครน ตามข้อตกลงที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศลงนามกันไว้ ซึ่งตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของทั้ง 2 ฝ่าย ความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียที่แน่นแฟ้นและใกล้ชิดมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งด้านการทหารและการค้าอาวุธ อาจทำให้เกาหลีเหนือปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ จากเดิมที่เน้นพัฒนาและยกระดับขีปนาวุธพิสัยไกลและอาวุธนิวเคลียร์ ไปเป็นอุตสาหกรรมอาวุธที่เน้นผลิตระเบิด รถถัง กระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธพิสัยใกล้ และอากาศยานไร้คนขับแทน เนื่องจากเป็นอาวุธที่ตอบสนองความต้องการของรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นลูกค้าหลักของเกาหลีเหนือ ดังนั้น เกาหลีเหนืออาจให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อการส่งออกไปรัสเซียมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะยังไม่ละทิ้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากยังคงเป็นเครื่องมือที่ค้ำประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือได้ในระยะยาว ตั้งแต่รัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครน มีรายงานว่า เกาหลีเหนือเป็นแหล่งอาวุธในการสู้รบของรัสเซีย จากนั้นเกาหลีเหนือเริ่มส่งทหารไปปฏิบัติการสนับสนุนรัสเซียจำนวนมากกว่า 14,000 นาย บางส่วนเข้าไปสู้รบในสมรภูมิแนวหน้าด้วย เนืองจากรัสเซียขาดกำลังพล แต่กองกำลังของเกาหลีเหนือจะเน้นปฏิบัติการในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซีย ล่าสุด มีรายงานว่าเกาหลีเหนือส่งแรงงานก่อสร้างไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานรัสเซียที่ได้รับความเสียหายจากสงครามด้วย การที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเสริมสร้างความร่วมมือใกล้ชิดกับรัสเซีย รวมทั้งมีแนวโน้มจะส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธมากขึ้น…

จีนจะเก็บภาษีสินค้าคุมกำเนิด เพื่อกระตุ้นการเพิ่มประชากร

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนประชากรชาวจีน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีนโยบายและมาตรการกระตุ้นการเพิ่มพูนประชากรในประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ส่งเสริมการมีบุตร และให้สิทธิประโยชน์ ล่าสุด สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีรัฐบาลจีนจะเพิ่มภาษีสินค้าและยาที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์และคุมกำเนิด รวมทั้งถุงยางอนามัย ที่อัตราร้อยละ 13 เพื่อให้ถุงยางอนามัยและสินค้าควบคุมการตั้งครรภ์มีราคาสูงขึ้น และคาดว่า หากสินค้าและยาที่เกี่ยวข้องกับการคุมกำเนิดสูงขึ้น อาจส่งผลให้ประชากรชาวจีนเพิ่มขึ้นได้ โดยจะเริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าและยาประเภทดังกล่าวตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จีนใช้นโยบายดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปภาษีของจีน อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าดังกล่าวจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม สะท้อนว่ารัฐบาลจีนต้องการแก้ไขวิกฤตอัตราการเกิดต่ำในประเทศอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ จีนยกเลิกนโยบายส่งเสริมให้มีบุตรคนเดียว หรือ One Child Policy เมื่อปี 2558 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประชากร มีรายงานว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายดังกล่าวในวงกว้าง ทั้งที่เสนอเป็นกฎหมายแล้วตั้งแต่ ธันวาคม 2567 นอกจากนี้ ครอบครัวชาวจีนบางส่วนที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะไม่มีผลต่อการตัดสินใจมีบุตร ซ้ำยังสะท้อนว่าปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ชาวจีนไม่มีลูก เป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรนั้นสูงกว่าค่ายาหรือสินค้าควบคุมกำเนิดอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแสดงความกังวลว่ามาตรการจะเพิ่มภาษีสินค้าและยาที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์และคุมกำเนิด รวมทั้งถุงยางอนามัย ที่อัตราร้อยละ 13 ดังกล่าว อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขอนามัย รวมทั้งส่งผลกระทบต่ออัตราการทำแท้งอย่างปลอดภัยในจีน และการควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจีนต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ…

ผู้นำสหรัฐฯ ออกวีซ่าบัตรทองให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 10 ธันวาคม 2568 ออกนโยบายวีซ่าบัตรทอง หรือ Trump Gold Card เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง สมัครเพื่อรับสิทธิเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว และได้รับอนุญาตให้พำนักในสหรัฐฯ ในระยะยาว ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าวีซ่าประเภทนี้เหมือนกับ Green Card หรือบัตรผู้อยู่อาศัยถาวรที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะออกให้ชาวต่างชาติ แต่ดีกว่า เพราะจะได้รับสิทธิพิเศษในการพิจารณาเอกสารเป็นอันดับแรก ๆ และมีโอกาสได้สิทธิในการพำนักแบบถาวร กลุ่มเป้าหมายที่ผู้นำสหรัฐฯ กำหนดไว้ คือ นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ที่มีรายได้สูงจากต่างประเทศ สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการสมัครวีซ่าดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างร้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสามารถลงทะเบียนสมัครวีซ่าดังกล่าวได้แล้วในปัจจุบัน แลกกับสิทธิประโยชน์ทั้งในฐานะบุคคล (individual) และฐานะผู้ดำเนินธุรกิจ (business) โดยผู้ที่ต้องการสิทธิประโยชน์แบบบุคคลจะเสียค่าวีซ่าบัตรทอง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นเมื่อผ่านกระบวนการคัดกรองของสหรัฐฯ แล้วจะได้รับสิทธิการพำนักในสหรัฐฯ นานกว่าปกติ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแบบนักธุรกิจ จะเสียค่าวีซ่าบัตรทอง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากผ่านการคัดกรอง ก็จะได้รับสิทธิในฐานะผู้ถือบัตร Trump Corporate Gold Card…

UNESCO เรียกร้องปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมจากเหตุปะทะกัมพูชา-ไทย

องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 10 ธ.ค.68 กังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดครั้งใหม่ระหว่างกัมพูชากับไทย ซึ่งรวมถึงบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ที่เป็นมรดกโลกของ พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมในทุกรูปแบบของภูมิภาคนี้ อย่างเร่งด่วน และเตือนให้ตระหนักถึงพันธกรณีและคำมั่นที่จะเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ 1) อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 ซึ่งกำหนดให้โบราณสถานต้องได้รับการคุ้มครองจากเหตุขัดแย้งทางอาวุธ และห้ามโจมตีหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย และ 2) อนุสัญญามรดกโลก ค.ศ.1972 ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก อีกทั้ง UNESCO จะยังคงติดตามสถานการณ์ต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่ามีการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

เลขาธิการอาเซียนต้อนรับ นรม.ติมอร์-เลสเต เยือนอาเซียน

เว็บไซต์สำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานว่า นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน พบหารือนายซานานา กุสเมา นรม. ติมอร์-เลสเต ที่เยือนสำนักเลขาธิการอาเซียนกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย อย่างเป็นทางการ เมื่อ 11 ธ.ค.68 โดยการหารือระดับสูงระหว่างเลขาธิการอาเซียน  นรม.ติมอร์-เลสเต และคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียน (Committee of Permanent Representatives to ASEAN-CPR) เน้นย้ำบทบาทและความมุ่งมั่นของติมอร์-เลสเต ในการบูรณาการและสร้างประชาคมอาเซียน รวมทั้งการดำเนินงานต่าง ๆ ของอาเซียน เฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 ขณะที่เลขาธิการอาเซียนยืนยันการสนับสนุนของสำนักเลขาธิการอาเซียนต่อการบูรณาการติมอร์-เลสเต เข้าสู่อาเซียน

จีนเผยแพร่เอกสารนโยบายต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 10 ธ.ค.68 ว่า จีนเผยแพร่เอกสารนโยบายต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน (Latin America and the Caribbean-LAC) ฉบับที่ 3 โดยจีนพร้อมร่วมมือกับภูมิภาคดังกล่าวเพื่อส่งเสริมโครงการ 5 ด้านเกี่ยวกับความสามัคคี การพัฒนา อารยธรรม สันติภาพ และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟู และสนับสนุนการสร้างประชาคมจีน-LAC ที่มีอนาคตร่วมกัน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับ LAC และมุ่งมั่นที่จะแสวงหาการพัฒนาร่วมกัน อีกทั้งจะเป็นแนวทางสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ LAC ในยุคใหม่ ก่อนหน้านี้ จีนเผยแพร่เอกสารนโยบายต่อ LAC ฉบับแรกเมื่อ พ.ย.51 และฉบับที่ 2 เมื่อ พ.ย.59