![]()

เพราะอะไรสหรัฐฯ จึงปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา เหตุผล คือ ปราบปรามยาเสพติดที่มีผู้นำเวเนซุเอลาเกี่ยวข้อง หรือเพื่อจะครอบครองทรัพยากรน้ำมัน หรือ….. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนในภูมิภาคละตินอเมริกา บทความนี้ น่าจะพอให้คำตอบได้บ้าง…..
แผนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อการบุกไปควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ไม่ได้เริ่มกระทันหัน แต่เตรียมการมานานหลายเดือน โดยสหรัฐฯ เริ่มด้วยการโจมตีเรือของเวเนซุเอลาในทะเลแคริเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างต่อเนื่อง กองทัพสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาค ที่พร้อมจะโจมตีละตินอเมริกาได้ตลอดเวลา เหตุผลที่สหรัฐฯ บอกกับประชาคมโลกในตอนนั้น คือ เพื่อสกัดกั้นและทำลายขบวนการค้ายาเสพติดและลักลอบค้าอาวุธ ที่ใช้การเดินทางด้วยเรือ หลบหนีการตรวจสอบและการจับกุม แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีต คือ สหรัฐฯ เลือกใช้การโจมตีทำลายเรือขบวนการค้ายาเสพติด ไม่รอการควบคุมหรือยึดเรือเพื่อนำไปดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายอีกต่อไป รวมทั้งไม่หยุดการยิงโจมตีดังกล่าว แม้เวเนซุเอลาประกาศว่าพร้อมรับมือ เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตย และกฎหมายระหว่างประเทศ
“ผู้นำสหรัฐฯ” คนปัจจุบัน คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการบุกโจมตีเวเนซุเอลาเกิดขึ้นได้จริง เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำโลกในแบบที่ไม่ทำตามหลักการหรือวิธีการเดิม ๆ ประกอบกับบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ค่อนข้างเป็นกลุ่มนักการเมืองสายเหยี่ยว (Hawkish) หรือนิยมใช้เครื่องมือทางการทหารเพื่อบริหารความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์คงคิดอย่างดีแล้วว่าคุ้มค่าจะถูกวิจารณ์ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กับการที่ได้แสดงให้โลกเห็นว่า สหรัฐฯ ยังมีพลังอำนาจมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ในต่างประเทศ และได้โอกาสครอบครองแหล่งพลังงานของโลก ที่มีข้อมูลว่าเวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองติดอัน 5 ของโลกทีเดียว
สหรัฐฯ จึงใช้พละกำลังที่มีอยู่ในขอบเขตอำนาจตนเอง สร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายพลเรือนและทหารในกรุงการากัส ซึ่งเป็นเมืองหลวง และเมืองอื่น ๆ ของเวเนซุเอลา เมื่อ 3 มกราคม 2569 ซึ่งมีระเบิดหลายครั้งในกรุงการากัส และที่ดึงความสนใจจากทั่วโลกได้ คือ สหรัฐฯ จับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา และพาไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อขึ้นศาลในสหรัฐฯ คดีค้ายาเสพติด ซึ่งก่อนการโจมตีครั้งนี้ สหรัฐฯ ก็กำหนดให้ผู้นำเวเนซุเอลาอยู่ในบัญชีผู้ก่อการร้ายเมื่อ พฤศจิกายน 2568 และกำหนดให้สารเฟนทานิล ซึ่งเป็นสารเสพติด เป็นภัยคุกคามเท่ากับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อเพิ่มน้ำหนักในปฏิบัติการปราบปรามขบวนการยาเสพติดในเวเนซุเอลา ที่สหรัฐฯ เชื่อว่ายาเสพติดคือต้นตอการก่ออาชญากรรมในสหรัฐฯ
และถ้าถามว่าทำไมสหรัฐฯ ต้องดำเนินการตอนนี้ !? นอกจากเหตุผลความมั่นใจในข่าวกรองที่ได้มาแล้ว มองในมิติภูมิรัฐศาสตร์อาจเป็นเพราะสหรัฐฯ ยังไม่สามารถปฏิบัติการในลักษณะนี้ในพื้นที่อื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะในตะวันออกกลาง ยุโรป หรือเอเชีย เพราะเสี่ยงสูญเสียมากกว่า ส่วนเวเนซุเอลานี้ เป็นโอกาสที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะมีสถานที่ตั้งใกล้กับสหรัฐฯ มากพอให้เอื้อต่อการสนับสนุนปฏิบัติการด้านการทหาร แต่ก็ไกลพอให้ควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะทั้ง 2 ประเทศไม่ได้มีพรมแดนทางบกติดกัน ส่วนในทะเลแคริเบียนก็มีกองกองทัพสหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติการ มีฐานทัพอากาศทั้งในเกาะ Virgin Islands และเปอร์โตริโก หากมองในมิติสังคมและโครงสร้างประชากรในสหรัฐฯ อาจไม่ต้องกังวลเรื่องผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาในสหรัฐฯ จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านมากนัก เพราะส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของประธานาธิบดีมาดูโรที่ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ และมีการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้ชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากต้องการอพยพออกนอกประเทศ
มองในมิติผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การครอบครองทรัพยากร และยุทธศาสตร์สกัดกั้นการขยายอิทธิพลจีน ประธานาธิบดีทรัมป์อาจมองว่านี่คือโอกาสควบคุมแหล่งน้ำมันของโลก พร้อม ๆ กับทำลายขบวนการเรือบรรทุกสินค้าผิดกฎหมาย หรือ Dark Fleet หรือ Shadow fleet ที่ทำให้สหรัฐฯ เสียผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจไปมหาศาล แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกมากนักในตอนนี้ เพราะเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมากก็จริง แต่ไม่ใช่ผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันในตลาดโลกอันดับต้น ๆ ดังนั้น ราคาน้ำมันโลกอาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบมากขึ้น
ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบมากจากเรื่องนี้ คือ “จีน” ปัจจุบันเวเนซุเอลาขายน้ำมันให้จีนมากที่สุด โดยใช้สกุลเงินหยวน ดังนั้น เรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลจีน ออกมาประณามสหรัฐฯ ทันที เพราะนอกจากสหรัฐฯ จะขัดขวางการซื้อขายน้ำมันของจีน ทำลายบรรยากาศความสงบสุขในละตินอเมริกาที่จีนกำลังเข้าไปขยายอิทธิพลแบบเงียบ ๆ แล้ว ยังเป็นการทุบการเติบโตของค่าเงินหยวนจีนในการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย รวมทั้งอาจทำให้ประเทศอื่น ๆ ที่ค้าขายกับจีนโดยใช้สกุลเงินอื่น ๆ นอกจากดอลลาร์สหรัฐ ต้องหวาดระแวง
ปฏิบัติการนี้ อาจคล้ายกรณีในอดีตที่สหรัฐฯ ประกาศสงครามกับอิรัก จากนั้นก็ส่งทหารเข้าไปจับกุมอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัก เมื่อปี 2546 โดยอ้างว่าประธานาธิบดีซัดดัมครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แต่มีความแตกต่างกัน…เพราะตอนนั้นประธานาธิบดีซัดดัมถูกโค่นล้มไปก่อน การเมืองอิรักไม่มีเสถียรภาพ แต่ในเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีมาดูโรยังมีพันธมิตรทางการเมืองทั้งกองทัพ รัฐสภา และกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุน
สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่แน่นอน ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในเวเนซุเอลามากน้อยเพียงใด ไปจนถึงการที่ประเทศในละตินอเมริกาจะสะสมอาวุธและระดมกำลังพลมากขึ้น เพื่อป้องปรามการแทรกแซงจากต่างชาติหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ภาพลักษณ์สหรัฐฯ เป็นอันธพาลชัดเจนมากขึ้น เพราะขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามแสดงบทบาทนักเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศ ก็กลับเป็นฝ่ายสั่งการโจมตีเวเนซุเอลาและไปลักพาตัวผู้นำมาขึ้นศาลในประเทศตนเอง และยังมีการเปิดเผยภาพผู้นำเวเนซุเอลาระหว่างถูกจับกุมลงสื่อสังคมออนไลน์ด้วย เหมือนเป็นการข่มขู่ผู้นำรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายขัดแย้งกับสหรัฐฯ แบบนี้อาจทำให้จุดยืนของสหรัฐฯ ต่อเรื่องสันติภาพในรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ฉนวนกาซา รวมทั้งจีน-ไต้หวัน ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักอีกต่อไป
ส่วนชาวอเมริกันจะคิดอย่างไรต่อนโยบายการปลดปล่อยชาวเวเนซุเอลาจากผู้นำเผด็จการ และการจัดการกับผู้ทรงอิทธิพลในละตินอเมริกาที่พัวพันกับยาเสพติด ก็ต้องติดตามต่อไปว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นการแสดงความยิ่งใหญ่และเป็นผลดีต่อความปลอดภัยของชาวอเมริกันหรือไม่ และเรื่องนี้จะทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่มขึ้นได้แค่ไหน ….จนเป็นผลดีต่อคะแนนนิยมพรรครีพับลิกัน ให้ได้รับชัยชนะและครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา จากการเลือกตั้งกลางสมัยในปลายปี 2569
สรุปเหตุผลที่สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกไปควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา โดยไม่สนใจกระแสวิจารณ์ของนานาชาติ อาจเป็นเพราะต้องการสร้างผลงานด้านความมั่นคงในประเทศ ประเด็นการปราบปรามยาเสพติด และด้านนโยบายต่างประเทศ ด้านการปลดปล่อยชาวเวเนซุเอลาให้เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งได้โอกาสเข้าไปบริหารทรัพยากรน้ำมัน พร้อมกับทำให้เวเนซุเอลาเป็น “บทเรียน” ข่มขู่ประเทศที่กำลังดำเนินนโยบายเป็นอุปสรรคต่อสหรัฐฯ ด้วย







