![]()

เหตุการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งทหารบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ 3 มกราคม 2569 ทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายขัดแย้งกับสหรัฐฯ รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่มีที่ตั้งใกล้กับสหรัฐฯ จึงมีปัจจัยเสี่ยงว่าจะเผชิญชะตากรรมเหมือนผู้นำเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงผู้นำในละตินอเมริกาเท่านั้นที่วิตกเกี่ยวกับปฏิบัติการบุกไปลักพาตัวผู้นำต่างประเทศของสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งความคาดหวังที่จะเข้าไป “ครอบครอง” ทรัพยากรในดินแดนอื่น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนักวิเคราะห์ให้ความสนใจกับแนวคิดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ที่อาจกลับไปใช้รูปแบบการขยายอิทธิพลแบบจักวรรดินิยม หรือ imperialism ในภูมิภาคอเมริกาใต้มากขึ้น รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา เพื่อข่มขู่ผู้นำประเทศอื่น ๆ ว่าสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือด้านการข่าวกรองและการทหารที่พร้อมเปลี่ยนแปลงการเมืองในต่างประเทศได้
แม้นานาชาติจะกังวลกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ และบางส่วนประณามเหตุการณ์นี้ แต่ยังไม่มีประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ สะท้อนว่ายังไม่มีแรงกดดันจากนานาชาติที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ได้เลย แม้กระทั่งรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกควบคุมตัวไป ก็มีเพียงการประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ แต่ไม่มีมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรม ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่ารัสเซียอาจได้ประโยชน์ เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั่วโลกหันเหความสนใจไปจากสงครามในยูเครน และอาจเป็นเหตุผลให้รัสเซียลองทำปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันเช่นสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครนก็ได้ ขณะที่จีน แม้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็เพียงประกาศปกป้องคุมครองผลประโยชน์ของตนที่เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา
ผู้นำประเทศที่ออกมาป้องปรามสหรัฐฯ ไม่ให้ปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันกับเวเนซุเอลา จะเป็นประเทศที่รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ เช่น โคลอมเบีย ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์ผู้นำโคลัมเบียอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำที่ “ป่วย” และทำให้ประเทศ “ป่วย” ไปด้วย เพราะผู้นำโคลอมเบียสนับสนุนการผลิตและขายยาเสพติดไปยังสหรัฐฯ ดังนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าผู้นำโคลอมเบียจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน รวมทั้งเตือนให้ระวังตัวไว้ คำกล่าวดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดี Gustavo Petro ของโคลอมเบียไม่พอใจอย่างมาก และประกาศว่าพร้อมจะระดมกำลังทางทหารและอาวุธเพื่อรับมือกับคำขู่และการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ด้านกระทรวงการต่างประเทศโคลอมเบียกล่าวว่าท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมา รัฐบาลโคลอมเบียให้ความร่วมมือกับนานาชาติด้านการปราบปรามและต่อต้านยาเสพติด
อิหร่านกลายเป็นเป้าหมายของผู้นำสหรัฐฯ อย่างเช่นกรณีผู้นำเวเนซุเอลาเช่นกัน เพราะปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญความท้าทายในการควบคุมการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในประเทศ รวมทั้งแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ นอกจากนี้ ในช่วงที่ผู้นำสหรัฐฯ หารือกับผู้นำอิสราเอล ก็ได้ระบุชัดเจนว่าสหรัฐฯ พร้อมจะปฏิบัติการทางทหารโจมตีต่ออิหร่าน หากยังมีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามและเป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยยกตัวอย่างที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer โจมตีแหล่งพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เมื่อ มิถุนายน 2568 ด้วย รวมทั้งขู่เมื่อต้นปี 2569 ว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประท้วงในอิหร่านทันที หากมีการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการที่รุนแรง คำขู่นี้ทำให้อิหร่านกังวลว่า สหรัฐฯ อาจสร้างสถานการณ์ในกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อแทรกแซงการเมืองและความมั่นคงของอิหร่านหรือไม่ !?
ด้านกรีนแลนด์ แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ภายในที่เสี่ยงทำให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงด้วยกำลังทหารได้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่เคยล้มเลิกแนวคิดที่จะครอบครองกรีนแลนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่สหรัฐฯ ต้องการ และเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยงยุโรปกับอเมริกาเหนือ โดยล่าสุดเมื่อ 4 มกราคม 2568 ก็ยังย้ำแนวคิดดังกล่าว ทำให้เดนมาร์กและกรีนแลนด์ไม่พอใจ ออกมาประณามผู้นำสหรัฐฯ พร้อมทั้งกองทัพเดนมาร์กเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและวิกฤตด้านความมั่นคงที่อาจมาจากสหรัฐฯ ทั้งที่เป็นพันธมิตรเนโตด้วยกัน ด้านชาวกรีนแลนด์แสดงความคิดเห็นคัดค้านการอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนับสนุนการเป็นเอกราชจากเดนมาร์กก็ตาม







