![]()

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย
รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC และกองทัพเยเมนสลับกันได้รับชัยชนะและควบคุมพื้นที่ตั้งแต่ต้นปี 2569
นานาชาติห่วงกังวลวิกฤตทางการเมืองในเยเมน เพราะนอกจากเสี่ยงทำให้ประเทศแห่งนี้ เผชิญสงครามกลางเมืองเพื่อแยกประเทศอีกครั้งแล้ว ความขัดแย้งในเยเมนเสี่ยงทำให้ซาอุดีอาระเบียกับ UAE ขัดแย้งกันมากขึ้น ที่ผ่านมา UAE เตือนซาอุดีอาระเบียกรณีโจมตีเมืองทางตอนใต้ของเยเมนบ่อยครั้ง โดยอ้างว่าเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของกลุ่ม STC แต่ UAE มีมุมมองว่าซาอุดีอาระเบียทำเกินกว่าเหตุ และการโจมตีกลุ่ม STC จะบั่นทอนกระบวนการพัฒนาทางการเมืองและสันติภาพในเยเมน
ทั้งนี้ UAE สนับสนุนกลุ่ม STC เพราะต้องการรักษาอิทธิพลบริเวณชายฝั่งภาคใต้และภาคตะวันตกของเยเมน ที่อยู่ติดกับอ่าวเอเดน ทะเลอาหรับ และทะเลแดง ขณะที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนบทบาทของรัฐบาลเยเมน เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันการขยายอิทธิพลของกลุ่มกบฏฮูษีที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ซาอุดีอาระเบียเชื่อว่าเป็นเครื่องมือของอิหร่านที่ต้องการวางกองกำลังติดอาวุธแทรกแซงไปทั่วภูมิภาค ดังนั้น…..สถานการณ์ในเยเมน รวมทั้งกรณี UAE ยินดีที่อิสราเอลรับรองสถานะรัฐโซมาลีแลนด์เป็นประเทศแรกเมื่อ 26 ธันวาคม 2568 อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับ UAE มหาอำนาจในกลุ่มประเทศอาหรับห่างเหินกันมากขึ้น
อียิปต์กำลังพยายามเพิ่มบทบาทเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในเยเมน เพราะเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือเพื่อการค้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดเมื่อ 5 มกราคม 2568 ผู้นำอียิปต์สนับสนุนแนวทางการประชุมระหว่างคู่ขัดแย้งในเยเมน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งนี้ การที่อียิปต์สนับสนุนแนวทางของซาอุดีอาระเบีย อาจเป็นเพราะอียิปต์เองก็ดำเนินนโยบายแตกต่างจาก UAE ในซูดานเช่นกัน….
ดังนั้น สถานการณ์ความมั่นคงในเยเมนจะมีผลต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง และเป็นตัวอย่างที่สะท้อนชัดเจนว่า ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและมีตัวแสดง (actor) ที่เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมทั้งเป็นบทเรียนให้นานาชาติเห็นว่า การที่มหาอำนาจในภูมิภาคเข้าไปแทรกแซงความมั่นคงในประเทศที่มีความเปราะบางในทุกมิติ และอยู่ระหว่างการพัฒนาทางการเมือง จะทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและเสี่ยงเผชิญความรุนแรงได้ เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ได้มีเพียงมีอุดมการณ์เท่านั้น แต่ต้องทำตามผลประโยชน์ของมหาอำนาจที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย ขณะที่ประชาชนชาวเยเมนได้เพียงแต่รอคอยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่นับวันมีแต่จะน้อยลงและถดถอย เพราะภารกิจด้านมนุษยธรรมนั้นอันตรายและใช้งบประมาณสูง
……วิกฤตในเยเมนอาจเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนปัญหาการเมืองระหว่างประเทศได้เกือบทุกรูปแบบ แม้ว่าจะมีที่ตั้งห่างจากไทย แต่ก็ควรติดตามสถานการณ์ไว้เพื่อกำหนดท่าทีไทยให้เหมาะสม หากวิกฤตนี้ลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งในกลุ่มประเทศอาหรับ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย







