![]()

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เป็นใคร และพูดถึงไทย และกัมพูชาว่าอย่างไร …..ทำไมถึงน่าสนใจ…..เมื่อแสดงทัศนะเส้นทางสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ทางออนไลน์ เมื่อ 15.00 เมื่อ 9 มกราคม 2569 ตามเวลาไทย และตรงกับ 21.00 น. เวลาที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ และที่น่าสนใจไปยิ่งกว่านั้นคือ พูดถึงจีนว่าอย่างไรในเรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชา….
ทัศนะของนายดีซอมบรีต่อเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นท่าทีทางการของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด เนื่องจากนายดีซอมบรี กำลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นอกจากนี้ นายดีซอมบรียังคุ้นเคยกับไทยมาก และรู้จักไทยดีทีเดียว เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ห้วงปี 2563-2564 ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 1.0 การแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยครั้งนั้นของนายดีซอมบรี ได้รับความสนใจในเวทีการทูตมาก เพราะไม่ได้มาทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศหรือนักการทูตมืออาชีพในรอบ 40 ปี ของไทย แต่เป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ และใกล้ชิดประธานาธิบดีทรัมป์ และพรรครีพับลิกันมากทีเดียว
ประเด็นสำคัญในเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาภายใต้บทบาทนำของสหรัฐฯ ที่นายดีซอมบรี ต้องการส่งสาร (message)ใ ห้ประเทศในภูมิภาครับรู้เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ในไทย และในค่ำคืน 9 มกราคม 2569 ของวอชิงตัน ดี.ซี. ก็คือ บทบาทของสหรัฐฯ ต่อการสร้างเส้นทางสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชา….. โดยเริ่มจาก
เส้นทางสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชาที่สหรัฐฯ มีบทบาท …..ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ผ่านการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อจัดตั้งกลไกการสังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน โดยมีตัวแทนจากสหรัฐฯ ได้แก่ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำมาเลเซีย และนายฮันต์ แวนเดอร์ โทลล์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน ในโอกาสนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงความคาดหวังของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการเห็นทั้งไทย-กัมพูชาปฏิบัติตามพันธสัญญาเพื่อยุติความขัดแย้ง พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อความพยายามของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนที่เป็นตัวกลางสำคัญในกระบวนการหยุดยิง
ความร่วมมือทางการทูตเข้มข้นยิ่งขึ้นในช่วง กันยายน 2568 ณ ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อนายคริสโตเฟอร์ แลนเดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา มาเลเซีย และไทย เพื่อยืนยันคำมั่นในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและการลดความตึงเครียด นำไปสู่การเจรจา เมื่อตุลาคม 2568 เพื่อจัดทำร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่และข้อสรุปของ “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (Kuala Lumpur Peace Accords) จนกระทั่งเมื่อ 26 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามประกาศสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย
กระบวนการดังกล่าวได้เผชิญกับอุปสรรคในช่วง พฤศจิกายน 2568 และธันวาคม 2568 เมื่อเกิดความรุนแรงระลอกใหม่ และเหตุการณ์ทหารไทยถูกกับระเบิด จนทำให้ทางการไทยต้องระงับการดำเนินการตามแผนฯ ชั่วคราวก่อน สหรัฐฯ จึงเร่งแก้ไขสถานการณ์ด้วยการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต่อโทรศัพท์สายตรงถึงผู้นำทั้งสามประเทศเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพ ซึ่งในช่วงต้น ธันวาคม 2568 แม้จะมีการสู้รบเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ด้วยการทูตที่เข้มข้นและการประสานงานอย่างใกล้ชิดของนายมูฮัมหมัด ฮัสซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ผ่านกลไกการประชุมอาเซียนและการเจรจาของ GBC ในที่สุดสันติภาพก็ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งเมื่อ 27 ธันวาคม 2568
สหรัฐฯ ได้ประกาศมอบเงินช่วยเหลือ เพื่อเป็นการยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนสันติภาพ รวม 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1.4 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นการสร้างเสถียรภาพและฟื้นฟูชุมชนชายแดน จำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิด 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีก 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อต่อต้านขบวนการมิจฉาชีพและการค้ายาเสพติด ซึ่งความสำเร็จนี้ เป็นก้าวย่างสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ
ในช่วงตอบข้อซักถามสื่อมวลชน …
นายดีซอมบรี ซึ่งเป็นเป็นผู้อภิปรายหลัก ได้มีการชี้แจงประเด็นเพิ่มเติมต่อคำถามจากสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยคุณศักดิ์สิทธิ์ จากสำนักข่าวแชนแนลนิวส์เอเชีย ได้สอบถามถึงบทบาทของจีนและความมั่นใจในข้อตกลง ซึ่งนายดีซอมบรีให้ทัศนะว่า จีนไม่ได้มีบทบาทสำคัญเท่าใดนักในกระบวนการนี้ นอกเหนือจากการจัดประชุมเพียงครั้งเดียว หลังจากทั้งสองฝ่ายมีการหยุดยิงแล้ว ในขณะที่สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีทรัมป์และนายรูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความสงบ และการที่ตัวเขาลงพื้นที่ในไทยวันนี้ และจะไปกัมพูชาในวันพรุ่งนี้คือหลักฐานของความพยายามนั้น
ทางด้านคุณเฟย์ กวน จากสำนักข่าว Astro Awani ได้สอบถามถึงเครื่องมือทางการทูตกรณีเกิดการละเมิดข้อตกลง ซึ่งนายดีซอมบรี ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 6 มกราคม 2569 ซึ่งเกิดอุบัติเหตุทางยุทโธปกรณ์จากฝั่งกัมพูชาเข้าไปยังไทย แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถจัดการได้ผ่านการพูดคุยของระดับผู้บัญชาการทหารในพื้นที่โดยไม่มีการตอบโต้ด้วยกำลัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนสรุปจำนวนเงินและระยะเวลา โดยจะเน้นช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น การเก็บกู้ระเบิด และจัดการกับศูนย์ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ทั้งในภูมิภาคและในสหรัฐฯ
คุณโยวิงก้า เดวี จาก VFM Media ได้ถามถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเลือกตั้งของไทย ซึ่งนายดีซอมบรียืนยันว่าความขัดแย้งย่อมส่งผลเสียต่อการค้า และหวังว่าข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์จะช่วยให้มีการเปิดพรมแดนเพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้ปกติ สำหรับการเลือกตั้งใน 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายดีซอมบรี มั่นใจว่ารัฐบาลไทยไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหาร ก็จะยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่ได้หารือกันไว้
ในประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวต่างชาติและการควบคุมอาวุธ นายดีซอมบรีชี้แจงต่อคำถามของสำนักข่าว UNTV ฟิลิปปินส์ และคุณเควิน สมิธ นักข่าวอิสระว่า สันติภาพที่ยั่งยืนคือการคุ้มครองพลเรือนที่ดีที่สุด ส่วนกรณีการใช้งานเครื่องบิน F-16 ของไทยนั้น ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎของโครงการขายยุทโธปกรณ์ (Foreign Military Sales-FMS) อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามโอนย้ายยุทโธปกรณ์โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีการออกมาตรการบังคับหรือข้อจำกัดเพิ่มเติมใด ๆ แก่ประเทศไทยเป็นพิเศษในช่วงความขัดแย้งนี้
การแสดงทัศนะของนายดีซอมบรีครั้งนี้ ก็น่าจะตอบคำถามได้ว่า ทำไมถึงน่าสนใจ…… ก็เพราะว่าสหรัฐฯต้องการให้ประเทศในภูมิภาค และทั่วโลกรับรู้ว่า ….. สหรัฐฯ คือคนสำคัญในการทำให้เกิดสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา และทั้งในภูมิภาคอีกด้วย ขณะที่ในช่วงถามตอบก็ชัดเจนแล้วว่า จีนมาทีหลังสหรัฐฯ และในการแถลงข่าวออนไลน์นี้ มีนักข่าวเข้าร่วมราว 200 คน รวมนักข่าวจากไทยและพนมเปญโพสต์……







