![]()

นอกจากมีบทบาทนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหนึ่งในตัวแสดงสำคัญในโลกมุสลิม อินโดนีเซียยังมีความโดดเด่นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับสามประเทศหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย…ในยุคอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 เมื่อพฤศจิกายน 2565 เป็นโอกาสสำคัญของอินโดนีเซียในการแสดงศักยภาพการจัดการประชุมระดับโลก โดยเฉพาะการเยือนรัสเซียและยูเครนในระหว่างสงครามเพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมทำให้ภาพผู้นำอินโดนีเซียในเวทีการเมืองระหว่างประเทศแจ่มชัดยิ่งขึ้น และเสริมภาพการเป็นประเทศระดับกลาง (middle power) ของอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องในการยกระดับบทบาทในภูมิภาคและโลก
… มาในยุคประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อินโดนีเซียยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจในยุคโลกหลายขั้ว (multiple poles of power) บนพื้นฐานการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เป็นอิสระควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกภายในปี 2588 ภายใต้วิสัยทัศน์ Golden Indonesia 2045 มุ่งมั่นจะพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาภายใน โดยใช้นโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือ ดังนั้น ตลอดปี 2568 จึงปรากฏภาพการเยือนต่างประเทศและการพบปะกับผู้นำและผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ของประธานาธิบดีซูเบียนโตบ่อยครั้ง โดยมีประเด็นหลักในการพูดคุยคือเรื่องเศรษฐกิจ (transactional diplomacy) ซึ่งการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวของผู้นำอินโดนีเซียจะยังดำเนินต่อไปในปี 2569 เพื่อเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย (Market diversification) และมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream Industrialisation หรือ hilirisasi) ที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าก่อนกระจายไปยังผู้บริโภค
อินโดนีเซียยังดำเนินการการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกับสามประเทศใหญ่…….ควบคู่ไปด้วย
สหรัฐฯ : อินโดนีเซียตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกจากการใช้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ จึงทำให้ภาพความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐฯ เกี่ยวพันกับการเจรจาต่อรองเป็นส่วนใหญ่ และตอกย้ำ transactional diplomacy ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะบรรลุความตกลงการค้าต่างตอบแทน โดยสหรัฐฯ ลดอัตราภาษีให้อินโดนีเซียจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 19 ขณะที่อินโดนีเซียตกลงยกเว้นภาษีนำเข้าเกือบทุกรายการให้สหรัฐฯ ซึ่งทำให้สหรัฐฯ มีโอกาสขยายส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน เกษตร และเครื่องจักร นอกจากนั้น อินโดนีเซียยังปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีให้บริษัทสหรัฐฯ และให้คำมั่นจะซื้อสินค้าพลังงาน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าเกษตร 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเครื่องบินโบอิ้ง 50 ลำ
จีน : แน่นอนว่าเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียไม่ต่างจากเพื่อนสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ทั้งยังเป็นแหล่งลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ต่อจากสิงคโปร์ และฮ่องกง ดังนั้น จีนจึงเป็นอีกหนึ่งจักรกลสำคัญของอินโดนีเซียในการผลักดันวิสัยทัศน์ Golden Indonesia 2045 ให้ประสบความสำเร็จ การลงทุนที่สำคัญของจีนในอินโดนีเซียหากไม่นับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานก็คืออุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่จีนเข้าไปดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญคือ นิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของจีน ขณะเดียวกันก็ตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียทั้งการดึงเม็ดเงินลงทุน สร้างงาน และรายได้จากการส่งออก และที่สำคัญคือ จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติที่ยอมรับนโยบาย hilirisasi ซึ่งเอื้อให้จีนควบคุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอินโดนีเซียได้เป็นส่วนใหญ่
รัสเซีย : การติดต่อสัมพันธ์กับรัสเซียของอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโวเป็นที่จับตามองมากขึ้น หลังการเยือนรัสเซีย 2 ครั้งคือ ก่อนรับตำแหน่งผู้นำอินโดนีเซียเมื่อกันยายน 2567 และขณะดำรงตำแหน่งเมื่อมิถุนายน 2568 ทั้งยังเลือกเข้าร่วมการประชุม St.Petersburg International Economic Forum ซึ่งรัสเซียจัดขึ้นทุกปี แทนที่จะไปร่วมการประชุมสุดยอด G7 ที่แคนาดาเป็นเจ้าภาพในห้วงเดียวกัน นอกจากนี้ อินโดนีเซีย ยังเข้าเป็นสมาชิก BRICS เมื่อมกราคม 2568 ตามด้วยการบรรลุความตกลงการค้าเสรีกับ Eurasian Economic Union (EAEU) ที่รัสเซียเป็นผู้นำในการจัดตั้งร่วมกับประเทศอดีตสหภาพโซเวียตอีก 4 ประเทศ เมื่อธันวาคม 2568
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับสามประเทศใหญ่ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงการมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกตามแนวทาง transactional diplomacy เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและตอกย้ำความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยพร้อมจะเจรจาและร่วมมือกับทุกขั้วทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อผลประโยชน์ของอินโดนีเซีย
……. ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นอินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิก BRICS เพราะจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกและเข้าถึงแหล่งเงินทุนอีกแหล่งคือ New Development Bank (NDB) ที่สมาชิกกลุ่ม BRICS ร่วมกันจัดตั้ง เพิ่มเติมจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิมไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารการพัฒนาเอเชีย และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank-AIIB) หรือการทำ FTA กับ EAEU ก็เป็นไปตามแนวทางการเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย เพื่อโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นอินโดนีเซียก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก ที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership-CPTPP) เมื่อกันยายน 2567 โดยจะมีการเริ่มกระบวนการพิจารณารับสมาชิกใหม่ ซึ่งได้แก่ ฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซียในปี 2569 หากทั้งสามประเทศปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ตามมาตรฐานของ CPTPP







