![]()

เวียดนามเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเป็น “ดาวรุ่ง” ที่พุ่งแรงที่สุดในภูมิภาค และเติบโตในฐานะกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของอาเซียน ทิศทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2569 อยู่ในระดับที่เรียกว่า “High Growth” คือขยายตัวสูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยของอาเซียนและค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกอย่างเห็นได้ชัด……
ขอย้อนไปเมื่อปี 2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจของ GDPของเวียดนาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 ขณะที่ธนาคารโลกระบุอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.6-6.8 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวยงามมากเลย…. และในปี 2569 รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ ถึงร้อยละ 10 ขณะที่สถาบันการเงินอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ประมาณร้อยละ 7.2-7.5 แต่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไทย หรือสิงคโปร์ที่อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 2-3 เท่านั้น
โครงสร้าง GDP ของเวียดนามก็ยังมีสัดส่วนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ภาคการส่งออกและภาคบริการที่เริ่มขยายตัวมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจเวียดนามมาก ๆ คือ เวียดนามไม่ได้เป็นแค่ประเทศรับจ้างผลิตราคาถูกเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาเริ่มขยับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่ย้ายฐานมาจากจีนและไต้หวัน ทำให้เวียดนามกลายเป็น “ฐานผลิตโลก” ประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐฯ และเอกชนเริ่มเกื้อหนุนเศรษฐกิจของเวียดนาม
เครื่องยนต์หลักของการเติบโตของเวียดนาม ข้อแรกที่สำคัญที่สุด คือการไหลเข้าของเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ที่ห้วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นจุดหมายหลักของบริษัทลงทุนข้ามชาติหลาย ๆ แห่งที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากจีน ประกอบกับเวียดนามมีปัจจัยส่งเสริมการลงทุนจากค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานมีจำนวนที่มาก รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่เน้นดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
ปัจจัยบวกที่ 2 คือ เครือข่ายการค้าและข้อตกลงระหว่างประเทศ เวียดนามมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งช่วยให้สินค้าเวียดนามเข้าสู่ตลาดโลกได้ง่าย เป็นการลดต้นทุนภาษีและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ปัจจัยบวกข้อที่ 3 คือการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ในบริเวณอ่าวตังเกี๋ยและแอ่งคูหลง แม้จะยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในปี 2569 แต่เป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว และเป็นความมั่นคงพลังงาน ที่จะมั่นใจว่า “โรงงานในเวียดนามจะไม่มีไฟตก” อีกต่อไป ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเวียดนามประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้ กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์
ในอีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจเวียดนามก็มีความเปราะบาง ที่ต้องจับตาความเสี่ยงข้อแรก คือการพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนสูง หากตลาดหลักชะลอตัวโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ผลกระทบจะส่งผ่านมาค่อนข้างเร็ว รวมถึงปัญหาแรงงานมีฝีมือที่เริ่มขาดแคลน ไม่ทันกับความต้องการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และในปี 2569 เวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มถูกจับตาเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน และนโยบายกำแพงภาษีที่เข้มงวดขึ้น เวียดนามจึงต้องเดินเกมระหว่างการรักษาโอกาสทางเศรษฐกิจ และการปรับตัวตามแรงกดดันจากคู่ค้า
ความเสี่ยงข้อที่สอง คือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้เวียดนามจะพัฒนาเร็ว แต่ระบบโลจิสติกส์ทั้ง ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานในบางพื้นที่ ยังไม่สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งหมด ความเสี่ยงข้อต่อมา คือ เสถียรภาพภาคการเงิน โดยเฉพาะปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้ของภาคเอกชน ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจในระยะกลาง
การเติบโตของเวียดนามส่งผลอย่างไรต่อไทย ? ในปี 2569 การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามมีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระวัง ในแง่หนึ่ง เวียดนามคือ “คู่แข่ง” ที่น่ากลัวในการดึง FDI ในฐานะศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยเคยเป็นแชมป์ แรงกดดันนี้ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับแรงงานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน…..
แต่ในมุมของ “โอกาส” เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเมื่อเศรษฐกิจเขาดี กำลังซื้อของคนเวียดนามเกือบ 100 ล้านคนจะเพิ่มขึ้นมหาศาล นี่คือตลาดใหม่ของสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร พลังงาน การ ค้าปลีก รวมถึงภาคธุรกิจบริการ
ในระดับอาเซียน เวียดนามกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนการเติบโตของเวียดนามช่วยดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคและเสริมภาพลักษณ์ของอาเซียนในฐานะฐานการผลิตสำคัญของโลกขณะเดียวกัน
การแข่งขันภายในอาเซียนก็ทวีความเข้มข้นประเทศสมาชิกต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สรุปแล้วทิศทางเศรษฐกิจเวียดนามในปี 2569ยังคงเดินหน้าเติบโตภายใต้แรงหนุนจากการค้าโลก
การลงทุนจากต่างประเทศและศักยภาพด้านพลังงานในอนาคต แต่การเติบโตนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก สำหรับไทยและอาเซียนเวียดนามไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แค่ประเทศที่น่าจับตา แต่เป็นประเทศที่เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “ผู้กำหนดทิศทาง” ของเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัวในทศวรรษนี้







