![]()

องค์กรสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (World Semiconductor Trade Statistics–WSTS) คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในปี 2569 ว่า จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิก เติบโตแข็งแกร่งที่สุด ขณะที่ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมโยงเซมิคอนดักเตอร์กับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และขาดแคลนแรงงาน
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิป AI เช่น Graphic Processing Unit (GPU) ขยายตัวตามเทคโนโลยี AI ที่เติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ Data Center ทั่วโลกผลักดันให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ชิปประมวลผลไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น และชิปหน่วยความจำมากกว่า 1 ล้านชิ้น ขณะที่ ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ส่งผลให้ความต้องการชิปที่ทำจากซิลิคอนคาร์ไบด์ และแกลเลียมไนไตรด์ เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อรองรับแรงดันไฟฟ้าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์เฉลี่ยอย่างน้อย 3,000 ชิ้น
เซมิคอนดักเตอร์จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์ด้านการทหารจะเติบโตร้อยละ 6 จนถึงปี 2572 คิดเป็นมูลค่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถทั้งการโจมตีและป้องกันเพื่อลดการสูญเสียของกำลังพลและเพิ่มอัตราความสำเร็จของภารกิจ
แม้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์จะขยายตัวในทุกภูมิภาค ในปี 2569 แต่ภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิกยังเป็นผู้นำการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุด รองลงมาได้แก่ ยุโรปและญี่ปุ่น โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันทางอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ เฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้เซมิคอนดักเตอร์ ถูกยกระดับจากสินค้าเชิงพาณิชย์ไปสู่ทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อความมั่นคงของรัฐ ประเทศผู้ผลิตหลักจึงเร่งดำเนินมาตรการควบคุมการส่งออก การคัดกรองการลงทุน และการจำกัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และลดความเสี่ยงต่อการพึ่งพาจากประเทศคู่แข่ง ความตึงเครียดดังกล่าวยังผลักดันให้การลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้น และทำให้โครงสร้างตลาดโลกมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น แต่ก็มีความเปราะบางสูงขึ้นจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ในปี 2569 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเผชิญภาวะแข่งขันระหว่างประเทศมากขึ้น โดยจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง จะสร้างห่วงโซ่การผลิตที่แยกจากกัน (Decupling) อย่างสิ้นเชิง ได้แก่
– สหรัฐฯ จะใช้การควบคุมการส่งออกสินค้า ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ไปยังจีน ผ่านเครื่องมือสำคัญ เช่น 1) ใช้การขึ้นบัญชี Entity List ซึ่งบริษัทและบุคคลสัญชาติสหรัฐฯ ต้องขอใบอนุญาตก่อนดำเนินการซื้อขายกับบริษัทที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว และ 2) ใช้กฎเกณฑ์สินค้าต่างประเทศ ซึ่งผลิตโดยใช้เทคโนโลยีสหรัฐฯ (Foreign Direct Product Rule-FDPR) เพื่อให้ครอบคลุมถึงสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ แต่ใช้เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ หรือการออกแบบของสหรัฐฯ รวมทั้งสร้างพันธมิตรกับกลุ่มผู้ผลิต ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการตั้งโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ มากขึ้น
– จีนจะพึ่งพาตนเองเป็นหลัก แม้เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ยังตามหลังสหรัฐฯ เนื่องจากยังขาดซอฟต์แวร์สำหรับออกแบบชิป (Electronic Design Automation Software-EDA) และเครื่องจักรสำหรับผลิตชิปขั้นสูง (EUV Lithography) แต่จีนมีข้อได้เปรียบจากการครอบครองแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตชิป จีนยังจะใช้กลยุทธ์ Pseudo-IDM System ลอกเลียนแบบวงจรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต และประกอบทดสอบชิป โดยรัฐบาลจีนเป็นผู้ควบคุมและกำกับ รวมทั้งสนับสนุนเงินทุนแก่บริษัทต่าง ๆ เพื่อทุ่มตลาดชิป วัสดุ และส่วนประกอบราคาถูกของจีนไปยังทั่วโลก รวมถึงบีบคู่แข่งต่างชาติออกจากตลาดชิป เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยเฉพาะในการผลิตขั้นกลางและปลายน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 8-9 ต่อปี ระหว่างปี 2568-2577 อย่างไรก็ดี การแข่งขันภายในภูมิภาคจะทวีความรุนแรงขึ้น จากการที่หลายประเทศเร่งใช้นโยบายดึงดูดการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ประเทศที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานการผลิต และข้อกำหนดด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยมาเลเซียมีความได้เปรียบด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมและนโยบายรัฐที่มุ่งสู่ชิปขั้นสูง ขณะที่เวียดนามมีแรงงานจำนวนมากและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ
ในปี 2569 ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมโยงเซมิคอนดักเตอร์กับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น ยานยนต์ โทรคมนาคม และการแพทย์ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากที่ภาครัฐตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2569–2593 รวมทั้งสามารถพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมมากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค
การเติบโตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยจะบรรลุเป้าหมาย หากลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดแคลนแรงงานเฉพาะทางประมาณ 10,000 คนต่อปี และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มข้อมูลด้านความมั่นคงของประเทศให้กับผู้ลงทุนจากต่างชาติ และสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อยกระดับไทยสู่กิจกรรมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง







