![]()

สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารสำคัญที่สะท้อนวิธีการดำเนินนนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศในอนาคต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจหลากหลาย เพราะนอกจากจะสะท้อนการปรับเปลี่ยนมุมมองของสหรัฐฯ ต่อภัยคุกคามแล้ว ยังสั่นสะเทือนไปถึงประเทศต่าง ๆ ที่มีความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ด้วย เอกสารดังกล่าว คือ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือกระทรวงสงคราม (ชื่อใหม่) เมื่อ 24 มกราคม 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางดำเนินนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศจากความท้าทายและภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งต่อไปนี้สหรัฐฯ จะเน้นผลประโยชน์และความคุ้มค่าของชาวอเมริกันและมาตุภูมิ มากกว่าความพยายามปกป้องระเบียบโลก หรือมีส่วนร่วมในสงครามและความขัดแย้งที่ชาวอเมริกันไม่ได้ผลประโยชน์อะไร
สาเหตุที่ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนไปเน้นผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก ก็เพราะเป็นวาทกรรมที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามสร้างให้เป็นภาพจำและเป็นตำนานตามนโยบาย “America First” และ “Practical Realism” หรือการดำเนินนโยบายแบบปฏิบัติได้จริง ที่เป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ และผู้นำสหรัฐฯ ก็นำหลักคิดที่เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมัยแรกกลับมาเป็นวิธีการที่จะทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่ง คือ Peace Through Strength หรือการทำให้กองทัพแข็งแกร่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพในทุกภูมิภาคทั่วโลก
เอกสารฉบับนี้ย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการโดดเดี่ยวตนเอง แต่กำลังทบทวนใหม่ว่าเหตุการณ์ใดจะส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ มากที่สุด และยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับนานาชาติ ส่วนเนื้อหาที่น่าสนใจในเอกสารฉบับนี้ มี 4 ส่วน ได้แก่ (1) สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับภูมิภาคอเมริกามากขึ้น เพราะเป็นที่ตั้งผลประโยชน์ของประเทศ (2) สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่ไม่ต้องการเผชิญหน้าทางทหารกับจีน แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดในยุทธศาสตร์ดังกล่าว ก็มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ กับจีนจะขัดแย้งกันหลายเรื่อง ไม่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เพราะวิธีการที่สหรัฐฯ จะป้องปรามภัยคุกคามจากจีน คือ สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการป้องกันอิทธิพลจีนในพื้นที่ First Island Chain (FIC) ซึ่งครอบคลุมไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมทั้งพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเน้นส่งเสริมให้ประเทศหุ้นส่วนและพันธมิตรของสหรัฐฯ ยกระดับความสามารถด้านการทหารและการป้องกันประเทศ ควบคู่กับใช้เทคนิค Deterrence by Denial หรือการป้องปรามโดยการทำให้จีนเห็นว่า ความขัดแย้งทางหทารจะไม่เป็นผลดีต่อจีน เป็นวิธีการรักษาภาวะสันติภาพ ซึ่งสหรัฐฯ เคยใช้เมื่อเผชิญความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็น
ประเด็นที่ (3) นี้อาจเป็นสิ่งที่หน่วยงานของไทยที่ต้องการร่วมมือกับสหรัฐฯ ต้องตีความและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการเปิดเผยว่าสหรัฐฯ จะร่วมมือหรือดำเนินการอะไรกับพันธมิตร รวมทั้งหุ้นส่วนด้านความมั่นคงต่อไป ข้อสังเกตสำคัญ คือ รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วนด้านการทหารและความมั่นคงเช่นเดิม แต่ความร่วมมือต่าง ๆ จะอยู่บนพื้นฐาน “commonsense” มากกว่า “common interest” หรือผลประโยชน์ร่วม ที่เคยเป็นรากฐานความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับต่างประเทศมาก่อน ต่อจากนี้ ประเทศใดก็ตามที่ต้องการร่วมมือกับสหรัฐฯ อาจต้องมองให้ทะลุปุโปร่งว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไร เร่งด่วนแค่ไหน เพื่อต่อรองให้เหมาะสมและคุ้มค่าในระยะยาว
ประเด็นที่ 4) สหรัฐฯ จะทุ่มเทพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศและอาวุธ เพิ่มกำลังการผลิต ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย แน่นอนว่ามีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอาวุธสหรัฐฯ
ประเทศที่ยังมีความเคลื่อนไหวเป็นความท้าทายของสหรัฐฯ มีความแตกต่างจากมุมมองในเอกสารยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับก่อนหน้านี้ เพราะแม้ว่าจะยังคงกล่าวถึงภัยคุกคามจากจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือเช่นเดิม แต่มี 2 ประเด็นที่เพิ่มเติมขึ้นมาด้วย คือ การกล่าวถึงภูมิภาคอเมริกา และการวิจารณ์ประเทศพันธมิตรว่าไม่ทุ่มเทลงทุนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศมากพอ จนกลายเป็น 1 ในความท้าทายด้านการทหารของสหรัฐฯ ประเด็นนี้ทำให้สื่อต่างประเทศมองว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรด้านความมั่นคง
สำหรับมุมมองต่อประเทศที่เคยเป็นภัยคุกคามมาโดยตลอด ก็มีความชัดเจนมากขึ้นว่าพฤติกรรมแบบไหนถึงจะกระทบกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยจีนที่มีพลังอำนาจทางการทหารเติบโตอย่างรวดเร็วยังเป็นจุดสนใจของสหรัฐฯ เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ส่วนรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อเนโต และการโจมตีทางไซเบอร์ แต่อยู่ในระดับที่สหรัฐฯ บริหารจัดการความเสี่ยงได้ ดังนั้น หากเทียบกันแล้ว สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการปกป้องมาตุภูมิ และสกัดกั้นอิทธิพลจีน มากกว่าการป้องปรามรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นภัยคุกคามของยุโรปเป็นหลัก ขณะที่นโยบายของอิหร่านก็ยังเป็นภัยคุกคามของสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการสนับสนุนกองกำลังในต่างประเทศ
สุดท้าย…แต่ไม่ท้ายสุด คือ เกาหลีเหนือ เพราะยังมีความพยายามพัฒนาอาวุธที่อาจเป็นอันตรายต่อมาตุภูมิสหรัฐฯ
ประเด็นรองในเอกสารดังกล่าวที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง แต่อาจมีผลต่อบุคลากรและวิธีการทำงานของกองทัพและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คือ กรณีผู้นำสหรัฐฯ จะทบทวนระเบียบและจริยธรรมของทหารอเมริกัน (warrior ethos) และการพัฒนาความสามารถของกองกำลังร่วม แบบเดียวกับที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในปฏิบัติการ Operation MIDNIGHT HAMMER ที่อิหร่านเมื่อ มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจหมายถึงการปฏิรูปกองทัพสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ เพื่อก้าวสู่ยุคทองที่กองทัพสหรัฐฯ ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง
แม้ว่ามุมมองต่อภัยคุกคามและวิธีการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนไปบางส่วน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ การตั้งเป้าหมายให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำและมหาอำนาจโลกอันดับหนึ่งด้านการทหาร การพัฒนาขีดความสามารถด้านการทหารและการครอบครองอาวุธที่มีพลังอำนาจสูงที่สุดในโลก ประเด็นนี้อาจเป็นสัญญาณว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในอนาคต อาจต้องทำความเข้าใจ “commonsense” หรือสามัญสำนึกของสหรัฐฯ ว่าหมายถึงอะไร เตรียมพร้อมวิธีการร่วมมือที่ปฏิบัติได้จริง (pragmatic) และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะแลกเปลี่ยนและสนับสนุนอตุสาหกรรมอาวุธหรือเทคโนโลยีป้องกันประเทศของสหรัฐฯ มากขึ้น เพราะเรื่องนี้จะเป็นจุดสนใจของกองทัพอเมริกันทุกระดับอย่างแน่นอน







