![]()

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงความคิดเห็นต่อการเมืองและการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่จะจัดขึ้นใน 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้นำสหรัฐฯ ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์สนับสนุนนางทาคาอิชิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พร้อมให้เหตุผลว่าเนื่องจากน นรม.ทาคาอิชิ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ฉลาด และรักประเทศชาติ ดังนั้น ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า นรม.ทาคาอิชิจะไม่ทำให้ชาวญี่ปุ่นผิดหวัง ทั้งนี้ นรม.ทาคาอิชิเป็นผู้นำญี่ปุ่นในช่วงที่ต้องเผชิญความท้าทายในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่มีนโยบายภาษีตอบโต้ต่อญี่ปุ่นสูงถึงร้อยละ 25 แต่สามารถเจรจาได้ลดลงเหลือร้อยละ 15
ประธานาธิบดีทรัมป์เคยเยือนญี่ปุ่นและพบกับ นรม.ทาคาอิชิ เมื่อ ตุลาคม 2568 ระหว่างการเยือนเอเชีย ซึ่ง นรม.ญี่ปุ่นจัดการต้อนรับอย่างดีและบรรลุการเจรจาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันต่อไปทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ที่สำคัญ คือ การลงนามในความร่วมมือด้านการสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่เข้มแข็ง ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่าจะเป็น “ยุคทอง” ร่วมกันของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าพร้อมจะจัดการต้อนรับ นรม.ทาคาอิชิที่มีกำหนดการเยือนสหรัฐฯ ใน 13 มีนาคม 2569 ด้วย
สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากเป็นการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายใดในต่างประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่ผู้นำสหรัฐ ส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็น เพราะอาจถูกวิจารณ์ว่าก้าวก่ายการเมืองในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี แตกต่างจากผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยประกาศสนับสนุนนักการเมืองอาร์เจนตินา และผู้นำฮังการี
ความคิดเห็นของประธานาธิบดีทรัมป์อาจเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของมหาอำนาจต่อ นรม.ทาคาอิชิ ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อ ตุลาคม 2568 แต่ประกาศจัดการเลือกตั้งใหม่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน ปัจจุบันสื่อมวลชนต่างประเทศคาดการณ์ว่า นรม.ทาคาอิชิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เป็นผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นต่อไป เนื่องจากบทบาทของ นรม.ทาคาดิชิทำให้พรรค LDP ได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น สำหรับการเลือกตั้งใน 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชาวญี่ปุ่นจะไปลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวนทั้งหมด 465 ที่นั่ง เบื้องต้นคาดว่าพรรค LDP และพรรคร่วมจะได้จำนวน สส.มากกว่า 300 ที่นั่ง และได้ครองเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล







