![]()

หลังจากเรือรบ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ แวะเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ กลับไปแล้วเมื่อ ปลายมกราคม 2569 ก็เกิดคำถามจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นว่า กัมพูชาจะได้อะไรจากสหรัฐฯ ต่อไปอีก ? ซึ่งประเด็นนี้น่าจับตามองอย่างมาก เพราะจีนก็ต้องกังวลเช่นกันในฐานะเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชาในทุกมิติ ยิ่งกว่านั้น ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรี จบการศึกษาจากสถาบันด้านการทหาร หรือเวสต์พอยต์จากสหรัฐฯ ทำให้ไม่สามารถมองข้ามได้เลยว่า ความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ จะยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น
มาถึงตอนนี้ ความสัมพันธ์ด้านการทหารที่สหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่อกัมพูชา และกำลังจะกลับมาซ้อมรบร่วมระหว่างกันอีก ตอกย้ำการเป็นหุ้นส่วนที่มีความคืบหน้า และความร่วมมือด้านการทหารที่จะเพิ่มขึ้น ตามคำมั่นของพลเรือเอก แซมมวล พาพาโร ผู้บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่ได้กล่าวไว้กับนายทหารระดับสูงของกัมพูชาขณะที่เปิด USS Cincinnati ให้เยี่ยมชม และได้พบกับสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรี ที่กรุงพนมเปญ ในห้วงที่ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ แวะเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุในห้วงเวลาข้างต้น
กัมพูชายังได้รับการผ่อนปรนด้านการส่งออกอาวุธจากสหรัฐฯ จากที่ความสัมพันธ์ด้านการทหารตึงเครียดจากกรณีกัมพูชาส่งชาวอุยกูร์ให้จีน จำนวน 20 คน เมื่อ 2552 และคว่ำบาตรเพิ่มมากขึ้นจากที่กัมพูชากีดกันการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของฝ่ายค้าน ด้วยการยุบพรรคฝ่ายค้านและกักขังสมาชิกฝ่ายค้านเมื่อปี 2560 โดยตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ จะถอนกัมพูชาออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ถูกคว่ำบาตรด้านอาวุธภายใต้ข้อบังคับการบริหารการส่งออก หรือกลุ่มประเทศ D:5 (สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกอาวุธอย่างเข้มงวด) แต่ยังอยู่ในกลุ่ม D:1 ที่จะถูกควบคุมการส่งออกบางประการ เฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและผู้ใช้ปลายทางทางทหาร และข่าวกรองทางทหาร
จีนจะกังวลกับอิทธิพลหรือบทบาทของสหรัฐฯ ในกัมพูชาหรือไม่ และยังจะตามมาในปี 2569 ที่สหรัฐฯ กลับมาฝึกซ้อมร่วมทางทหารระหว่างกัน ภายใต้รหัส Angkor Sentinel …….
คำตอบคือแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยก็ต้องดูกันต่อไปว่า จีนจะดำเนินนโยบายต่อไปอย่างไรต่อกัมพูชาที่ถือว่าเป็นหลังบ้านของจีนในอาเซียน แม้การเข้าใกล้สหรัฐฯ ของกัมพูชาจะค่อยเป็นค่อยไป เทียบไม่ได้กับอิทธิพลของจีนที่มีต่อกัมพูชาที่มีอยู่ในขณะนี้ หรือจีนก็รู้ว่าสิ่งที่กัมพูชากำลังทำอยู่ ….เป็นเพียงการดำเนินยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ต้องการเพิ่มทางเลือก และสร้างดุลยภาพกับมหาอำนาจ
แต่หากมองกันอีกมุม เกมนี้กัมพูชาจะได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ เพราะสหรัฐฯ ก็จะให้ประโยชน์แก่กัมพูชา เพื่อตอบสนองการดำเนินยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการดึงกัมพูชาออกจากจีนที่ละเล็กทีละน้อย ขณะที่จีนก็ต้องการดึงกัมพูชากลับมาอยู่ฝ่ายตน และไม่ต้องการให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลในพื้นที่ของตนเอง จึงต้องเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่กัมพูชาอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน แม้บางครั้งอาจจะอยู่ในรูปของการกดดัน ขณะที่กัมพูชาก็ได้ใช้โอกาสนี้ แสดงให้สหรัฐฯ และจีนเห็นว่า พร้อมทำตามความต้องการของทั้งสองประเทศ เห็นได้ชัดกับการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย โดยเมื่อต้นมกราคม 2569 กัมพูชาส่งตัวนายเฉิน จื้อ แกนนำกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติชาวจีนให้กับจีน ซึ่งสหรัฐฯ ก็สั่งอายัดทรัพย์สินนายเฉิน จื้อ จากที่หลอกลวงออนไลน์แก่ชาวอเมริกัน เช่นกัน
นอกจากนี้ กัมพูชายังจะอยู่ในความสนใจของสหรัฐฯ เป็นระยะ เพราะสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรี แสดงความชัดเจนมาโดยตลอดว่า พร้อมจะอยู่ฝ่ายสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งทางทหารระหว่างกันบริเวณชายแดนอีกครั้งเมื่อปี 2568 จนไปถึงจุดที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นตัวกลางในการทำข้อตกลงนำไปสู่สันติภาพระหว่างกัน และ เมื่อปลาย มกราคม 2569 กัมพูชาก็ประกาศที่จะเข้าเป็นสมาชิก Board of Peace ที่สหรัฐฯ จัดตั้งขึ้น แม้จะเป็นสมาชิกแบบวาระ 3 ปี และไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิก จำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่สิ่งที่ไทยต้องตามเรื่องนี้อย่างยิ่งคือ ยุทโธปกรณ์ที่กัมพูชาจะได้จากสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งศักยภาพและเทคโนโลยีด้านการทหารของกัมพูชาที่จะได้รับจากทั้งสองประเทศ เสี่ยงที่จะถูกนำมาใช้ในการรุกรานไทยบริเวณชายแดน….. แม้สหรัฐฯ ไม่ได้ยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชาทั้งหมด….แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ทำให้สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับกัมพูชาแล้ว ด้วยการให้เหตุผลในการยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชาว่า กัมพูชามีความมุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง







