![]()

ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในประเทศต่าง ๆ ดูจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านผู้อพยพในหลายประเทศ ไม่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะมีการสกัดกั้นการเดินทางเข้าประเทศของผู้อพยพหน้าใหม่มากขึ้น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration-IOM) ยังประเมินว่า สถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานของโลกในปี 2569 จะทวีความรุนแรงจากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงในประเทศต่าง ๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
ชีวิตของผู้อพยพไม่ว่าจะเข้าเมืองอย่างผิดหรือถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ดูจะอยู่ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 โดยมีเป้าหมายจะเนรเทศผู้อพยพให้ได้ 1 ล้านคนต่อปี โดยอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำจัดอาชญากร เพื่อให้สังคมอเมริกันมีความสุข และให้ความสำคัญกับชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก มาตรการที่สหรัฐฯ ใช้ เช่น ระงับสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุนแก่ผู้ลี้ภัย และเพิกถอนสิทธิคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้อพยพหรือผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศต่าง ๆ กว่า 1.3 ล้านคน พร้อมกำหนดเงื่อนเวลาในการเดินทางออก มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือเนรเทศผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งลดระยะเวลาการต่ออายุใบขออนุญาตทำงานของผู้ลี้ภัยจาก 5 ปี เป็น 18 เดือน และทบทวนสถานะผู้ลี้ภัย 19 ประเทศ ที่สมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ให้การตรวจลงตราประเภทผู้พำนักถาวร (green card) รวมทั้งขู่ว่าจะระงับการโยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศโลกที่สามอย่างถาวร
ด้านยุโรปเป็นอีกพื้นที่ที่เพิ่มความเข้มงวดในการจัดการกับผู้อพยพเป็นลำดับ หลังจากแบกรับผู้อพยพจากชาติต่าง ๆ จำนวนมากมาตั้งแต่ปี 2558 เฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่มีความขัดแย้งและการใช้กำลังทหาร เช่น ซีเรีย อัฟกานิสถาน และอิรัก จนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ในหลายประเทศ โดยมีปัจจัยเร่งจากพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในสังคมของผู้อพยพบางส่วน เช่น การก่อจลาจล และอาชญากรรม ความขัดแย้งหรือใช้ความรุนแรงกับคนในชุมชน รวมทั้งการมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการก่อการร้ายในลักษณะ lone actor ที่จุดชนวนให้เกิดกระแสการต่อต้านผู้อพยพมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ หาทางส่งผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศ เพื่อลดจำนวนคนเหล่านั้น
การออกนโยบายเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาผู้อพยพมีทั้งการดำเนินการระดับประเทศ เช่น เดนมาร์ก ที่ผ่านกฎหมายอนุญาตให้ส่งผู้ขอลี้ภัยไปยังศูนย์กักกันในประเทศพันธมิตรนอกยุโรป เมื่อมิถุนายน 2564 และ ในกรอบสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐสภา EU ผ่านกฎหมายอนุญาตให้ประเทศสมาชิกส่ง ผู้อพยพไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยโดยมีการปฏิบัติต่อผู้อพยพตามมาตรฐานสากล หากประเทศนั้นยอมรับ ผู้อพยพ แม้จะไม่ใช่ประเทศต้นทางของผู้อพยพ โดยกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในมิถุนายน 2569
การผ่านกฎหมายดังกล่าวยิ่งตอกย้ำถึงกระแสต่อต้านผู้อพยพในยุโรปที่รุนแรงขึ้น และมีส่วนทำให้พรรคการเมืองขวาจัดในหลายประเทศได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในห้วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน เช่น International Rescue Committee เตือนว่า ผู้อพยพจะเผชิญความยากลำบากมากขึ้นจากนโยบายดังกล่าวของ EU หากมีการส่งไปยังประเทศที่ผู้อพยพไม่คุ้นชินทั้งด้านภาษาและความเป็นอยู่ รวมทั้งเสี่ยงจะถูกละเมิดทารุณ/ข่มเหง หรือไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีหรือถูกแสวงประโยชน์ รวมถึงให้ไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
ในเอเชีย ก็พบกระแสต่อต้านผู้อพยพและชาวต่างชาติในญี่ปุ่น ที่มีจำนวนมากเกือบ 4 ล้านคน เนื่องจากกังวลปัญหาจากชาวต่างชาติทั้งการก่ออาชญากรรม และการมีพฤติกรรมที่บั่นทอนความปลอดภัยในสังคม ญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เปิดรับผู้อพยพในระหว่างที่นางคาตายามะ ซัสสึกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายมกราคม 2569 ด้วยการยืนยันว่า ญี่ปุ่นมีแนวทางของตัวเองในการรับผู้อพยพ ที่จะเป็นการรับแบบจำกัดและคัดเลือกอย่างเข้มงวด (limited and selective migration) ไม่ใช่การนำเข้าจำนวนมาก (mass importation) และจะไม่ยอมให้เกิดความแตกแยกทางวัฒนธรรม (cultural fragmentation) ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องต่อ “ความสามัคคีในสังคม” (social cohesion) โดยญี่ปุ่นไม่ต้องการให้สังคมญี่ปุ่นเหมือนกับประเทศในยุโรป ที่ประสบปัญหาเอกภาพในสังคมอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างคนพื้นที่กับผู้อพยพ
ท่าทีไม่เปิดรับ ประกอบกับซ้ำร้ายยังมีกระแสต่อต้านผู้อพยพในประเทศใหญ่เหล่านี้เป็นสัญญาณว่า ผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานข้ามประเทศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากความขัดแย้งในประเทศและระหว่างประเทศ หรือเป็นผู้ประสบภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือความยากไร้อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ จะมีชีวิตที่ยากลำบากและไม่มีทางเลือกมากขึ้น พร้อม ๆ กับมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และการลักลอบขนส่งแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรม ทั้งในภาวะจำยอมเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางความแร้นแค้น หรือถูกล่อลวง
ขอตบท้ายด้วยว่า อาจต้องมาคิด และหาทางออกของปัญหานี้ ให้เกิดความสมดุลในสังคมของเพื่อนมนุษย์ เพราะการกีดกันผู้อพยพของประเทศต่าง ๆ แม้ทุกประเทศจะมีความสมเหตุสมผลด้วยอ้างเหตุผลเพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่ผลกระทบที่ย้อนกลับที่เห็นได้ชัด ๆ ซึ่งนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคมเช่นกัน เห็นได้ชัดในสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่การประท้วงต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้ความรุนแรงตอบโต้ เช่น การขับรถชนเจ้าหน้าที่ในรัฐมินเนโซตา และอาจรุนแรงไปจนถึงการกราดยิงในที่ชุมชน สิ่งนี้เกิดจากภาวะกดดันที่ผู้อพยพตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าไม่มีใครต้องการ ถูกกีดกันจากการยอมรับของสังคม และถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของปัญหาในสังคม







