![]()

เพื่อนบ้านก็เหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งจีนและญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากคู่เพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่มีเรื่องให้ต้องผิดใจกัน
ในห้วงปี 2568 ที่เกิดการปะทะทางทหารและทางการทูตในหลายประเทศและภูมิภาค เอเชียตะวันออกก็ไม่น้อยหน้า โดยไม่ได้มีเพียง hotspot เจ้าประจำคือ คาบสมุทรเกาหลีและช่องแคบไต้หวันเท่านั้น แต่ยังมีการปะทุขึ้นมาของความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออก คือจีนกับญี่ปุ่น หลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นสายอนุรักษ์นิยมกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงหากจีนใช้กำลังต่อไต้หวันเมื่อพฤศจิกายน 2568 จนนำไปสู่การตอบโต้ไม่หยุดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน
นอกจากไม่มีสัญญาณว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย หนำซ้ำยังมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากการที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กัน อย่างต่อเนื่อง โดยจีนตอบโต้และกดดันญี่ปุ่นด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ การทูต และทางทหาร เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายาก การระงับการนำเข้าอาหารทะเล การเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น การเลื่อนฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีนจนทำให้ยอดจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นลดลง นอกจากนั้น จีนยังใช้มาตรการทางการทูตเช่น การไม่อนุมัติการแต่งตั้งกงสุลใหญ่ของญี่ปุ่นประจำนครฉงชิ่ง ร่วมด้วยมาตรการทางทหารด้วยการส่งเรือของหน่วยยามฝั่งไปลาดตระเวณรอบหมู่เกาะที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ และสร้างความกดดันด้วยการที่เครื่องบินทหารของจีนล็อกเรดาร์เป้าหมายไปที่เครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่น
ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีท่าทีจะอ่อนข้อทั้งยังได้ประโยชน์ทางการเมืองจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งกระแสชาตินิยม และการผลักดันนโยบายทางทหาร เห็นได้จากที่มีข่าวสารการพัฒนาขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคง การทหาร และการข่าวของญี่ปุ่นบ่อยครั้งขึ้น แม้อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งกับจีนครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นประกอบกับปัญหาเดิมคือการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกก็ยังไม่มีทางออก การเสริมสร้างสมรรถนะทางทหารเพื่อการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงดูจะมีความชอบธรรมและสมเหตุสมผล
สำหรับญี่ปุ่น การมีผู้นำสตรีคนแรกไม่เพียงสร้างสีสันให้การเมืองญี่ปุ่น แต่การมาของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิยังมาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวจนทำให้ญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในสายตาของนานาประเทศอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ใหม่ คือการเป็น hard-power actor ทั้งการมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นไต้หวันแม้ต้องงัดข้อกับจีน การผลักดันนโยบายการทหารและความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนากองกำลังป้องกันตนเองเพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการขยายความร่วมมือและเครือข่ายความมั่นคงกับประเทศต่าง ๆ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พันธมิตรตะวันออก หมู่เกาะแปซิฟิก ในการสนับสนุนยุทโธปกรณ์และเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหาร รวมถึงผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ (Official Security Assistance-OSA)
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นในยุคผู้นำหญิงยังมีนโยบายเชิงรุกในการแสดงบทบาทการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ เห็นได้จากการประกาศจะจัดตั้งหน่วยงานให้ความช่วยเหลือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศภายใต้สำนักนโยบายต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ภายใน 30 มีนาคม 2569 มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นในการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูหลังความขัดแย้งและสงครามสิ้นสุดลง แต่ก็น่าสังเกตว่า แผนการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวของญี่ปุ่นเป็นการตามรอยจีนหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้จีนประกาศจัดตั้งองค์การเพื่อการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ (International Organization for Mediation-IOMed) และมีการลงนามในอนุสัญญาการจัดตั้งกับอีก 32 ประเทศ เมื่อพฤษภาคม 2568 มีสำนักงานใหญ่ที่ฮ่องกง เพื่อเป็นองค์กรทางเลือกในการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการไกล่เกลี่ย
การจัดตั้งหน่วยงานการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทบ่งบอกว่า ทั้งสองประเทศเห็นความสำคัญของวิธีการดังกล่าวเพื่อระงับข้อพิพาท แต่กับความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นดูน่าจะยังไม่ใช่ทางออกที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นเลือกนำมาใช้ อีกทั้งยังดูจะไม่ย่อหย่อนกับการใช้มาตรการตอบโต้กัน เห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นประกาศแผนจะติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานบนเกาะโยนางุนิ ห่างจากไต้หวัน 110 กิโลเมตร ภายในมีนาคม 2574 หลังจากที่จีนขึ้นบัญชีบริษัทญี่ปุ่น 20 แห่ง ในรายชื่อควบคุมการส่งออก และอีก 20 แห่งอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง มีผลใช้บังคับเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากนั้น ญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติและจัดทำยุทธศาสตร์ข่าวกรองแห่งชาติฉบับแรกให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 รวมถึงจะจัดตั้งหน่วยข่าวกรองต่างประเทศภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และยับยั้งภัยคุกคาม ซึ่งน่าจะทำให้การปฏิบัติการด้านการข่าวเป็นอีกมิติของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่ก่อตัวตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจะยิ่งซ้ำเติมความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกให้อยู่ในบรรยากาศที่คุกรุ่นและแฝงไว้ด้วยความหวาดระแวงกันต่อไป ขณะที่การส่งกลับแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายกลับจีน เมื่อปลายมกราคม 2569 ที่อาจเป็นสัญลักษณ์ของการปิดฉากความสัมพันธ์ผ่านการทูตแพนด้า กลายเป็นความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ในห้วงเวลาที่ความสัมพันธ์ยังตึงเครียดเป็นระยะ จึงไม่แปลกที่จะมีการผูกโยงการส่งแพนด้ายักษ์กลับจีนเป็นการปิดฉากความสัมพันธ์ แม้จริง ๆ แล้วการส่งกลับเจ้าแพนด้าไม่เกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกันก่อนหน้านี้ที่ระบุไว้ว่าแพนด้ายักษ์มีกำหนดส่งคืนภายในกุมภาพันธ์ 2569 เพียงแต่การส่งคืนที่เกิดขึ้นเร็วขึ้นกว่ากำหนด 1 เดือน
จีนส่งแพนด้ายักษ์ให้ญี่ปุ่นครั้งแรก เมื่อปี 2515 ในโอกาสการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต จึงน่าคิดว่าจะมีโอกาสอีกหรือไม่ที่จีนจะส่งแพนด้ายักษ์ให้ญี่ปุ่นในอนาคต เนื่องจากความร้าวฉานที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดขึ้นท่ามกลางการตอบโต้กันอย่างไม่ลดราวาศอก และความไม่พอใจญี่ปุ่นของจีนจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเดินทางไปเคารพศาลเจ้ายาสุกุนิ







