![]()

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ยากจากปัจจัยเทคโนโลยีและความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น จนทำให้นักวิชาการส่วนหนึ่งใช้กรอบแนวคิดที่ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัว หรือ “VUCA” ในการอธิบายสภาพแวดล้อมโลกในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ซับซ้อน (Complexity) และคลุมเครือ (Ambiguity) และแม้ว่ากรอบแนวคิดดังกล่าวอาจถูกเมินไปแล้ว เพราะนักวางแผนยุทธศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายรู้จักกับแนวทางรับมือและจัดการความเสี่ยงจาก VUCA World แล้ว นั่นก็คือ การรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่น เน้นความคล่องตัวและรวดเร็ว เพื่อให้มีความสามารถในการปรับตัวกับบรรยากาศที่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้
บทความชิ้นนี้อยากชวนให้ผู้ที่สนใจสถานการณ์โลก กลับมาร่วมกันทบทวนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโลกที่ยังมีลักษณะ VUCA อยู่เช่นเดิม ….ซ้ำอาจจะมีพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงไวกว่าเดิม จนอาจทำให้การรับมือด้วยเทคนิค Agile ไม่เพียงพอต่อการเอาตัวรอดอีกต่อไป เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีลักษณะ VUCA หรือเป็นสงครามที่คลุมเครือและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น แม้ว่าสงครามระหว่างประเทศส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะมีรัฐ (state) เป็นผู้กระทำที่ชัดเจน เราอาจรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการสั่งการและการตัดสินใจดำเนินยุทธวิธีต่าง ๆ แต่ความขัดแย้งในแต่ละพื้นที่ยังคงมีลักษณะคาดการณ์ยากและสลับซับซ้อน เพราะมีรัฐมากกว่า 2 รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง และอาจมีตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) มีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ ด้วย
ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาบริเวณชายแดน แม้จะมีลักษณะคลุมเครือ (Ambiguity) ต่ำ เพราะไทยมีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายการปฏิบัติการ ท่าทีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพรมแดนให้มั่นคงมากขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังมีความผันผวนและไม่แน่นอนจากปัจจัยการตัดสินใจของกัมพูชา ความซับซ้อนจากปัญหาความมั่นคงมนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ดังนั้น สถานการณ์ไทย-กัมพูชาก็มีสภาวะ VUCA เช่นกัน ..ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ ก็อาจมีสภาวะ VUCA ในระดับที่แตกต่างกันด้วย
ตัวอย่าง “สงครามคลุมเครือ” ในระดับโลกในปัจจุบัน คือ สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เริ่มจากปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลต่ออิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 หรือในชื่อปฏิบัติการ Operation Epic Fury สาเหตุที่ทำให้สงครามนี้มีลักษณะ VUCA ดังนี้
V – ปฏิบัติการโจมตีและตอบโต้อย่างรวดเร็ว
สหรัฐฯ ใช้ข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำ ประกอบกับความร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านไปทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านสำเร็จ พร้อมทั้งทำลายฐานที่มั่นในการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านได้ การโจมตีแบบรวดเร็วและรุนแรงด้วยโดรนประสิทธิภาพสูงที่ผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าทำลายเป้าหมายสำคัญในอิหร่านได้มากกว่า 1,000 แห่ง ทำให้อิหร่านต้องตอบโต้ด้วยความเร็วสูงเช่นกัน แตกต่างจากการตอบโต้เมื่อ มิถุนายน 2568 ที่สหรัฐฯ ยิงทำลายโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน ซึ่งอิหร่านใช้เวลาประมาณ 2 วันก่อนจะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่านอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้กองทัพอิหร่านจำเป็นต้องโจมตีกลับทันที โดยเลือกเป้าหมายฐานทัพและผลประโยชน์สหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้บาห์เรน กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน
C – ความซับซ้อนของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค
เมื่อมีตัวแสดงหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้มากกว่า 2 ฝ่าย ทำให้ผลกระทบจากความขัดแย้งขยายขอบเขตทั้งในมิติความมั่นคงทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และพลังงาน กองกำลังที่สนับสนุนอิหร่านในภูมิภาคกำลังใช้ฐานที่มั่นในประเทศต่าง ๆ เช่น เลบานอนและซีเรีย โจมตีอิสราเอล ส่งผลให้อิสราเอลต้องตอบโต้และถูกวิจารณ์เชิงลบจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ว่าละเมิดอธิปไตย เพราะเป้าหมายของอิสราเอลไปอยู่ในพื้นที่ของประเทศที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับสงคราม เหตุการณ์นี้จะทำให้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของประเทศในตะวันออกกลางบางแห่งเปราะบางและไม่มั่นคงมากขึ้น และอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มก่อการร้ายสากล อาศัยจังหวะจากสภาพแวดล้อมที่โกลาหลและวุ่นวาย สถาปนาอำนาจและเคลื่อนไหวครั้งสำคัญอีกครั้ง
ประเทศไทยเผชิญความท้าทายในการรับมือกับความซับซ้อนนี้ เพราะมีผลประโยชน์แห่งชาติของหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งของไทยเอง ซึ่งจำเป็นต้องให้ความมั่นใจและช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ครั้งนี้ รวมทั้งต้องเพิ่มการเฝ้าระวังกลุ่มบุคคลและสถานที่ในประเทศที่อาจตกเป็นเป้าหมายการก่อเหตุรุนแรงหรือก่อการร้าย ขณะเดียวกันก็ต้องให้พื้นที่แสดงออกทางการเมืองของกลุ่มคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นและจุดยืนด้านมนุษยธรรมด้วย โดยรักษาสมดุลระหว่างการให้สิทธิเสรีภาพกับการรักษาความปลอดภัย
U และ A – เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่แน่นอนและคลุมเครือ
ปัจจุบันเกิดคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนอย่างน้อย 5 ประเด็น ได้แก่ ใครจะเป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่? สหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำสงครามในลักษณะใดในระยะ 4-5 สัปดาห์ตามที่ประกาศไว้ ? รัสเซียและจีนที่เป็นพันธมิตรของอิหร่านจะแสดงบทบาทหรือไม่? ราคาน้ำมันจะผันผวนไปในทิศทางใด? และกลุ่มความร่วมมือในตะวันออกกลาง หรือองค์กรระหว่างประเทศจะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ได้หรือไม่เพื่อยุติสงครามครั้งนี้?
…สาเหตุที่คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะแม้กระทั่งเป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในการเริ่มสงครามครั้งนี้ก็ยังคลุมเครือ พิจารณาจากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ระบุว่าสงครามนี้เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อชาวอเมริกัน …ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสงสัยว่า “ภัยคุกคาม” จากอิหร่านสำหรับสหรัฐฯ คืออะไรกันแน่?! เพราะอเมริกายังไม่หยุดโจมตี แม้ว่าจะสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้แล้ว และก็ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะยืนยันได้ว่า อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยขั้นตอนหรือเงื่อนไขที่จะนำไปสู่สันติภาพ ขณะที่อิสราเอลก็ใช้จังหวะนี้เดินหน้าทำสงครามกับกองกำลังติดอาวุธที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของอิสราเอลรอบด้าน พร้อมกับกระชับอำนาจผู้นำ หรือนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ต่อไป
สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่คลุมเครือและไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธ แม้ว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกหรือโอเปก จะเตรียมมาตรการรับมือกับความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์แล้ว แต่ก็ยังน่าตั้งคำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้งและสงครามที่ทั่วโลกไม่อยากให้เกิด…….นายทุนและนักธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังบริษัทน้ำมันรายใหญ่ และเจ้าของอุตสาหกรรมอาวุธทั่วโลกที่พร้อมผลิตยุทโธปกรณ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพของแต่ละประเทศ อาจเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้มากที่สุด
หรือจะเป็น Board of Peace ของประธานาธิบดีทรัมป์เอง ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกเสนอความช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม…







