![]()

ทรัพยากรแร่ธาตุ โดยเฉพาะแร่หายาก (Rare Earth) กลายเป็นเครื่องมือต่อรองสำคัญระหว่างประเทศมหาอำนาจ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค รวมทั้งอาเซียน หลังจากสหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านแร่ธาตุสำคัญกับ 5 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีน ขณะที่จีนซึ่งเป็นทั้งประเทศที่มีทรัพยากรแร่หายากมากที่สุดในโลกและเป็นผู้นำด้านการแปรรูปแร่ (Refinning) ตั้งเป้าเปิดโรงงานแปรรูปแร่หายากในรัฐปะหัง มาเลเซีย ในปี 2570 การเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นของห่วงโซ่อุปทานโลกจะเป็นโอกาสของไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อรับมือความท้าทายที่จะเผชิญ
ไทยมีทั้งทรัพยากรแร่และธาตุ โดยส่วนใหญ่แร่หายากในไทยจะกระจายตัวตามแนวหินแกรนิตในพื้นที่ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำปาง) ภาคตะวันตก (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดกาญจนบุรี) และภาคใต้ (จังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี) แต่พบได้น้อยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ธาตุที่พบในไทยส่วนใหญ่คือ โมนาไซต์ ธาตุหายากกลุ่มเบา (Light Rare Earth) และซีโนไทม์ ธาตุหายากกลุ่มหนัก (Heavy Rare Earth)
ไทยเร่งส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมแร่ ผ่านความร่วมมือภายในประเทศระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และภาคการศึกษา ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ ในขั้นตอนการหาแร่และสกัดแร่ ระดับกลางน้ำ ในขั้นตอนการแต่งแร่ เช่น การทดลองแต่งแร่หายากจากหางแร่ดีบุกที่ได้จากการทำเหมืองแร่ในจังหวัดพังงา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ยังไม่สามารถไปถึงระดับปลายน้ำในขั้นตอนการนำแร่ที่ผ่านการสกัดแล้วไปผลิตเป็นโลหะและแม่เหล็ก เพื่อใช้ในประเทศหรือส่งออกได้ เนื่องจากขาด 4 ปัจจัยสำคัญ คือ
- ขาดความเข้มข้น – คุณภาพและความเข้มข้นของแร่หายากในไทยยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดการลงทุน แม้จะมีปริมาณแร่หายากจำนวนมาก แต่เหมืองในไทยส่วนใหญ่เป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม เช่น หินปูน หินแกรนิต หินบะซอลต์ ซึ่งบางประเทศไม่ถือว่าเป็นแร่ธาตุสำคัญ
- ขาดงบประมาณในการสำรวจ – เนื่องจากการสำรวจแต่ละโครงการใช้งบประมาณสูงกว่า 100 ล้านบาท ทำให้โครงการที่สำเร็จส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐทำได้แค่การสำรวจเบื้องต้นที่ใช้งบประมาณต่ำ ทำให้ไทยไม่มีฐานข้อมูลที่แน่ชัด และอาจคลาดเคลื่อนจากรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ เมื่อมกราคม 2568 ที่ระบุว่า ปี 2567 ไทยมีแร่หายากสำรองถึง 4,500 ตัน และสามารถผลิตแร่ได้ 13,000 ตัน ซึ่งคาดว่าอ้างอิงจากตัวเลขการส่งออกหางแร่ที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยผู้ประกอบการไทย และบริษัทที่ได้รับสนับสนุนทุนจากต่างชาติที่ดำเนินการในไทย เพื่อดำเนินกระบวนการแต่งแร่ในขั้นตอนกลางน้ำ ก่อนจะส่งออกไปจีน
- ขาดความชัดเจนของนโยบาย – โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนและถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างชาติ มาตรการรองรับความเสี่ยงของภาคเอกชนไทย ตลอดจนมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนระหว่างและหลังสกัดแร่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพประชาชน
- ขาดความรู้และเทคโนโลยี – ปัจจุบันไทยสามารถสกัดแร่เพื่อใช้สำหรับการวิจัยเท่านั้น ไม่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้
ขณะเดียวกัน ไทยส่งเสริมความร่วมมือกับหลายประเทศ โดยไม่พึ่งพาประเทศใดเป็นหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและการวิจัยทรัพยากรธรณี เช่น การสำรวจและวิจัยทรัพยากรแร่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในจังหวัดต่าง ๆ กับญี่ปุ่น การส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนออสเตรเลีย และการลงนาม MoU ด้านแร่ธาตุสำคัญกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือด้านวิชาการที่สหรัฐฯ หวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศในการแข่งขันและกีดกันจีน เน้นการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการสกัดและแต่งแร่จากสหรัฐฯ โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อีกทั้งการดำเนินการภายใต้ MoU ดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของไทย และทั้งสองฝ่ายสามารถขอยกเลิก MoU ได้ทุกเมื่อ ขณะที่ไทยยังไม่มีความร่วมมือด้านแร่หายากกับจีนอย่างเป็นทางการ แต่ธุรกิจจีนที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากในไทย เช่น บริษัทยานยนต์ไฟฟ้า อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นอุปสงค์และขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำในประเทศ
การส่งเสริมนโยบายภายในประเทศเพื่อจัดการข้อจำกัด 4 ขาด และการใช้กลไกทวิภาคีและพหุภาคี เตรียมรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่บริเวณชายแดนที่ส่งผลกระทบระหว่างประเทศ เช่น การกำหนด
ค่ามาตรฐานปริมาณสารเคมีตกค้างในน้ำให้สอดคล้องกันทั้งภูมิภาค จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของไทยที่มีอยู่แล้วในระดับเริ่มต้น ให้ได้มาตรฐานสากลและพร้อมแสวงหาโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่การแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ทวีความตึงเครียด







