เวียดนามช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง

ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงไม่มีท่าทีจะยุติลงโดยง่าย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้เร่งจัดหามาตรการบรรเทาผลกระทบด้านความมั่นคงทางพลังงานและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน วันนี้ The Intelligence จะพาไปดูว่ารัฐบาลเวียดนามมีมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงของประชาชนอย่างไรบ้าง ติดตามได้ที่ The Intelligence Podcast ตอนนี้เลยครับ

#น้ำมัน #ราคาน้ำมัน #ราคาน้ำมันวันนี้ #สงคราม #ตะวันออกกลาง #อิหร่าน #สู้รบ #เวียดนาม #พอดแคสต์ #พอดแคสต์ไทย #theintelligence

เส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยมากขึ้น

เส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้น จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางออกสู่ในตลาดโลกลดลงไปอีก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่อิหร่าน เมื่อ 10 มีนาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านขึ้นอีก 20 เท่า หากยังปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน อิสราเอลระเบิดคลังน้ำมันของอิหร่านกว่า 30 แห่ง จากที่อิหร่านระเบิดคลังน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและคูเวตเสียหายอย่างหนัก หลังคำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ ช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นช่องทางส่งออกน้ำมันไปสู่ตลาดโลกประมาณ ร้อยละ 20 เริ่มไม่ปลอดภัยในการขนส่งมากขึ้น เนื่องจากมีรายงานเมื่อ 11 มีนาคม 2569 ว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (Central Command-CENTCOM) ของสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือรบวางทุ่นระเบิดใต้น้ำของอิหร่าน จำนวน 16 ลำ หลังจากได้รับรายงานจากสำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA ของสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้เริ่มปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดใต้น้ำในบริเวณดังกล่าว เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่าน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังไม่ออกมาตรการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ จากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมกับได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของบริษัทขนส่งทางเรือ ที่เรียกร้องให้ส่งเรือรบไปคุมกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันยังไม่มีรายงานว่ามีประเทศใดรับข้อเสนอของอิหร่านที่เสนอก่อนหน้านี้ ว่าให้ประเทศในยุโรปและตะวันออกกลางขับเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และอิสราเอลออกจากประเทศ เพื่อแลกกับสิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ…

ท่าทีทั่วโลกหลังจากอิหร่านแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่

สถานการณ์การเมืองอิหร่านมีพัฒนาการที่สำคัญ โดยสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่านจำนวน 88 คน เห็นชอบเมื่อ 8 มีนาคม 2569 แต่งตั้งอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี บุตรชายคนที่ 2 ของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ในช่วงที่อิหร่านยังเผชิญสถานการณ์สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งนี้ มอจญ์ตะบา อายุ 56 ปี ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 8 มีนาคม 2569 เป็นบุคคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองรุ่นเก่า คาดว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดครั้งนี้จะทำให้การเมืองอิหร่านมีความต่อเนื่องและสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองได้ในระยะยาว ทั่วโลกให้ความสนใจการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ โดยมีประเทศที่แสดงความยินดีกับผู้นำสูงสุดคนใหม่ ได้แก่ โอมาน อิรัก และรัสเซีย นอกจากนี้ รัฐบาลอิรักแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของอิหร่านที่จะจัดการกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความอ่อนไหวสูงได้ ขณะที่รัฐบาลจีนให้ความเห็นว่าการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดครั้งนี้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของอิหร่าน และยืนยันไม่สนับสนุนการแทรกแซงการเมือง รวมทั้งอธิปไตยของประเทศอื่น ๆ กลุ่มฮูษีในเยเมน ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่รัฐบาลอิหร่านสนับสนุน แถลงแสดงความยินดี และประกาศว่าเป็นชัยชนะของการปฏิวัติอิหร่าน เนื่องจากมอจญ์ตะบามีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและไม่ประนีประนอม  ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีมุมมองว่า…

มาเลเซียเตือนผู้ใช้รถยนต์ไทยที่ไม่มีใบอนุญาต ICP ห้ามนำรถยนต์เข้าประเทศ

สนข.Malay mail รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า ดาตุ๊ก เอดี ฟัดลี รามลี อธิบดีกรมการขนส่งทางบกมาเลเซีย (Road Transport Department-JPJ) เตือนผู้ใช้รถยนต์ของไทย ที่จะเดินทางเข้ามาเลเซียโดยไม่มีใบอนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลจากต่างประเทศเข้าประเทศมาเลเซีย (International Circulation Permit-ICP) หาก จนท.ตรวจพบห่างจากจุดผ่านแดนเกิน 2 กม. จะยึดรถดังกล่าวทันที พร้อมเตือนให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยต้องขอรับ ICP ที่ศูนย์ให้บริการของ JPJ ตามแนวชายแดนก่อนนำรถเข้าประเทศ โดย  สามารถใช้ได้ 90 วัน และฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น  ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก JPJ คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์จากไทยเดินทางเข้ามาเลเซียจำนวนมากในห้วงวันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี (วันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดตลอดห้วงเดือนรอมฎอน) ระหว่าง 13-27 มี.ค.69

ผู้นำรัสเซียและอิหร่านหารือประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สนข.Tass รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน ของอิหร่าน ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล-สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีรัสเซียย้ำจุดยืนสนับสนุนอิหร่าน  และให้แก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูต ส่วนประธานาธิบดีปิซิชก็ยอน ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่ช่วยเหลือ และสนับสนุนอิหร่าน  โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองได้มีการหารือกันเป็นระยะ ก่อนหน้า เมื่อ 6 มี.ค.69

ประธานาธิบดีทรัมป์ข่มขู่อิหร่านไม่ให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า สหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านมากขึ้น หากยังปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ กับทั้งเน้นย้ำว่าเป็นการช่วยเหลือจีน และประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าว  ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถการปล่อยขีปนาวุธ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์และกองทัพเรือ

วุฒิสภาสหรัฐฯ แต่งตั้ง พล.อ.โจชัว รัดด์ เป็น ผอ.NSA คนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบให้ พล.อ.โจชัว รัดด์ เป็น ผอ.สนง.ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) และ ผบ.กองบัญชาการทหารไซเบอร์สหรัฐฯ (U.S. Cyber Command) ซึ่งควบสองหน้าที่สำคัญ ทั้งด้านการข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง และด้านการปฏิบัติการทางไซเบอร์เชิงรุกและการปกป้องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  พล.อ.รัดด์ เคยดำรงตำแหน่ง รอง.ผบ.กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (U.S. INDOPACOM, ห้วงปี 2567 – 2568)  ทั้งนี้ ตำแหน่ง ผอ.NSA ว่างตั้งแต่ เม.ย.68 หลังประธานาธิบดีทรัมป์ปลด พล.อ.ทิโมธี ฮอว์ อดีต ผอ.NSA และ น.ส. Wendy Noble อดีต รอง ผอ.NSA ซึ่งแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน