![]()

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่ในภาวะสงคราม หลังจากสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และใช้เครื่องมือทางทหารตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเข้าใกล้ 3 สัปดาห์แล้ว ก็ยังไม่มีทางออก นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ผลลัพธ์ของสถานการณ์นี้ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากปัจจัยในการวิเคราะห์นั้น เปลี่ยนแปลงและผันผวนต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นของผู้นำสหรัฐฯ ที่ไม่ยุติการปะทะจนกว่าอิหร่านจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ขณะที่อิสราเอลที่เชื่อมั่นว่าจะสามารถใช้ปฏิบัติการครั้งนี้ถอนรากถอนโคนระบอบการปกครองของชนชั้นนำทางการเมืองในอิหร่านได้ และอิหร่านที่แม้จะสูญเสียผู้นำสูงสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพไปจำนวนมาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้และประสบความสำเร็จในการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศได้ รวมทั้งยังมีขีดความสามารถในการรับมือกับกองทัพสหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ได้อย่างน่าสนใจ
ความแข็งแกร่งของอิหร่าน ทำให้นักวิเคราะห์สงครามครั้งนี้ศึกษาและเปิดเผยยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของอิหร่าน และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่อิหร่านนำไปใช้ในการต้านทานแรงกดดันทางทหารจากสหรัฐฯ กับอิสราเอล นั่นคือ ยุทธศาสตร์โมเสก หรือ Mosaic Defense Strategy หรือการกระจายอำนาจสั่งการทางทหารไปทั่วประเทศ …หากจะจินตนาการถึงรูปแบบหรือหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์โมเสกนี้คืออะไร?… ก็ขอให้ลองนึกถึงศิลปะแบบโมเสก ที่ใช้ “ชิ้นส่วนเล็ก ๆ มาประกอบกันเป็นภาพใหญ่” ไม่ว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนัง หรือทางเดิน ที่เป็นศิลปะที่นิยมอย่างมากตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมียไปจนถึงอาณาจักรโรมัน ไบแซนไทน์ และศิลปะอิสลาม …ดังนั้น ยุทธศาสตร์โมเสกก็เปรียบเหมือนการรวมกลุ่มของหน่วยทหาร/ข่ายงานเล็ก ๆ เพื่อประกอบเป็น “ความมั่นคงทางการทหารและการป้องกันประเทศ” ขนาดใหญ่ของอิหร่านนั่นเอง
ยุทธศาสตร์โมเสกเพื่อการป้องกันประเทศของอิหร่าน ประกอบด้วยกองกำลังติดอาวุธที่กระจายอยู่ในหลากหลายพื้นที่ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน (proxy) ระบบการสั่งการแบบกระจายอำนาจ (mosaic command-and-control system) ความสามารถในการทำสงครามอสมมาตร หรือใช้ยุทธวิธีนอกแบบ (asymmetry warfare) และขีปนาวุธ (missile) ที่อิหร่านผลิตได้เอง ทั้ง 4 องค์ประกอบเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันประเทศของอิหร่าน และทำให้อิหร่านประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งในสงครามอิหร่าน-อิรักเมื่อปี 2523-2531 และกลายเป็นหลักการรบของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2548 ทำให้อิหร่านมีฐานบัญชาการย่อย IRGC ทั่วประเทศ 31 แห่ง
จุดแข็งของยุทธศาสตร์โมเสก ที่ฝ่ายความมั่นคงอิหร่านใช้เป็นหลักคิดสำคัญในการป้องกันประเทศ ได้แก่ 1) อิหร่านออกแบบยุทธศาสตร์นี้มาเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ด้วยการศึกษาปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบรัฐบาลและกองทัพท้องถิ่นในอิรักและอัฟกานิสถาน แล้วพบว่าการบัญชาการการรบและสงครามแบบศูนย์รวม ไม่เป็นผลดีต่อการรับมือกับสหรัฐฯ 2) ทุกองค์ประกอบมีอำนาจสั่งการและขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้เอง ไม่ต้องรอคำสั่งจากหน่วยงานกลางหรือรัฐบาลในกรุงเตหะรานเท่านั้น ทำให้หน่วยงานป้องกันประเทศของอิหร่านไม่เผชิญภาวะสุญญากาศอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าจะสูญเสียผู้นำ รวมทั้งกลุ่มกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุน หรือ “Axis of Resistance” ได้แก่ กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ กลุ่มฮะมาส และกลุ่มฮูษี และ 3) หน่วยทหาร/ข่ายงานความมั่นคงของอิหร่านมีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ และการปฏิบัติการด้วยยุทธวิธีที่ใช้ในสงครามอสมมาตร ไม่ว่าจะเป็นการลอบโจมตี การใช้สงครามกองโจร สงครามจิตวิทยา และกลยุทธ์หั่นซาลามี (salami slicing’ tactics) หรือการทยอยบั่นทอนขีดความสามารถในการรบและการโจมตีของฝ่ายศัตรู ด้วยความใจเย็น…จนทำให้ศัตรูของอิหร่านต้องทบทวนเองว่าการทำสงครามครั้งนี้จะคุ้มค่าด้านความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจหรือไม่
เมื่อพิจารณาจากท่าทีของนานาชาติที่ไม่สนับสนุนสหรัฐฯ กับอิสราเอลอย่างเต็มที่ พร้อมกันเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติสงคราม รวมทั้งยังลังเลที่จะส่งกองเรือไปปกป้องเรือพาณิชย์ในอ่าวโอมานและช่องแคบฮอร์มุซ ..อาจเป็นสัญญาณว่ายุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของอิหร่านเริ่มได้ผล เพราะทำให้นานาชาติระมัดระวังการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามโดยตรง เนื่องจากจะไม่คุ้มค่าต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และความมั่นคงพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่คาดการณ์ยากจากความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “sleeper cells” หรือข่ายงานผู้สนับสนุนของอิหร่าน ที่กระจายตัวและพร้อมเคลื่อนไหวทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก
ยุทธศาสตร์โมเสกของอิหร่านมีจุดแข็งมากมาย เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง (resilience) สะท้อนว่าอิหร่านเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถด้านการทหารสูงมาก สามารถประเมินภัยคุกคามและกำหนดทางเลือกในการตอบโต้สถานการณ์ได้ สมกับที่อิหร่านต้องเสริมสร้างและปรับเปลี่ยนมาตรการป้องกันประเทศให้ทันสมัยและพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ แต่ก็มีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งหากสงครามยืดเยื้อและหากสหรัฐฯ สามารถตัดช่องทางการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ในอิหร่านได้สำเร็จ หน่วยความมั่นคงหรือกองกำลังติดอาวุธอาจประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธที่มีประสิทธิภาพ และทำให้ไม่สามารถปฏิบัติการได้เต็มที่ แม้ว่าจะยังคงมีเป้าหมายที่ชัดเจนและความเชี่ยวชาญในยุทธวิธีต่าง ๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ กับอิสราเอลและพันธมิตร สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและพลังงานได้ ก็อาจทำให้ยุทธวิธีหั่นซาลามีไม่ได้ผล ประกอบกับยังไม่เผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีนและรัสเซีย ดังนั้น…สงครามครั้งนี้เป็นการทดสอบยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และอาจทำให้อิหร่านต้องทบทวนและพัฒนายุทธศาสตร์การป้องกันประเทศอีกครั้ง เพื่อทำให้มีขีดความสามารถในการป้องกันประเทศจากการรุกรานและการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ในสภาพแวดล้อมของภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป







