![]()

ไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ U.S. Trade Representative (USTR) ประกาศเมื่อ มีนาคม 2569 ว่าจะสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เน้นประเด็นการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ หรือรัฐบัญญัติ Trade Act มาตรา 301 พิเศษ โดยสหรัฐฯ ใช้กฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี 2532 เพื่อตรวจสอบสินค้าจากประเทศคู่ค้าที่อาจมีมาตรฐานการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ เลือกปฏิบัติ ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่สอดคล้องกับค่านิยมของสหรัฐฯ เช่น เรื่องการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการอุดหนุนราคาสินค้าเพื่อการส่งออก ..เป้าหมายของ USTR คือ ผลประโบชน์ของสหรัฐฯ ล้วน ๆ ได้แก่ การปกป้องอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ผู้ผลิต และแรงงานในประเทศ
ความคิดเห็นและการตรวจสอบของ USTR ค่อนข้างสำคัญ เพราะมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะ USTR เป็นเครื่องมือ และองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญภายใต้สำนักงานทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ บุคลากรที่ทำงานใน USTR เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและกฎหมายการค้า พร้อมที่จะใช้เครื่องมือด้านกฎหมายและมาตรฐานการค้าฝ่ายเดียว (unilateral) ของสหรัฐฯ ในการกำกับนโยบายการค้าของประเทศอื่น ๆ ปัจจุบัน ผู้อำนวยการ USTR คือ นายเจมีสัน กรีเออร์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลที่ผู้นำสหรัฐฯ ไว้วางใจเพราะเคยเจรจากับจีน เม็กซิโก และแคนาดาสำเร็จเมื่อครั้งประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก
…สำหรับไทย เคยอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ USTR ของสหรัฐฯ จะตรวจสอบมาแล้วหลายครั้ง เพราะไทยส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ปริมาณมาก เท่ากับว่าไทยเป็นคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ มาโดยตลอด นอกจากไทย ยังมีอีก 57 ประเทศ 1 เขตเศรษฐกิจและ 1 กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่อยู่ในบัญชีตรวจสอบด้วยเหตุผล “มาตรฐานการใช้แรงงานบังคับ” ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ในบัญชีตรวจสอบด้วย ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ส่วนประเทศคู่แข่งสหรัฐฯ ที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว ได้แก่ จีน และรัสเซีย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ก็จะถูก USTR ของสหรัฐฯ ตรวจสอบเช่นกัน โดยขั้นตอนการตรวจสอบจะประกอบด้วยการให้ประเทศต่าง ๆ ส่งรายงานเกี่ยวกับกับการต่อต้านและห้ามบังคับใช้แรงงานในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าส่งไปยังสหรัฐฯ ภายในห้วง เมษายน 2569 จากนั้นจะมีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะใน พฤษภาคม 2569
ที่ผ่านมา นอกเหนือจากประเด็นการจัดการกับแรงงานบังคับ ยังมีอย่างน้อย 2 ประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้ากับสหรัฐฯ คือ เรื่องการมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง และเรื่องการคุ้มครองและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property-IP) เป็น “ค่านิยม” และ “ข้อบังคับ” ตามมาตรฐานสหรัฐฯ ที่พยายามใช้เป็นเหตุผลในการเจรจาการค้ากับไทย และ..อาจสรุปได้ว่า มาตรการของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ ทำให้สามารถขอข้อมูลหรือตรวจสอบไทยอย่างน้อย 3 ประเด็น คือ 1) การใช้แรงงานบังคับ 2) การผลิตสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ปริมาณมาก และ 3) การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในปี 2569 ยังไม่ใช้ประเด็นนี้ แต่เคยเป็นประเด็นที่ไทยถูกสอบสวนหลายครั้ง
ที่ผ่านมา ไทยมีข้อมูลและศักยภาพในการเจรจากับ USTR ให้เข้าใจนโยบายและมาตรการการค้าของไทย ที่จะได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ค่อนข้างสูงต่อเนื่องหลายปี เช่น เมื่อปี 2567 ไทยได้เปรียบบดุลการค้าสหรัฐฯ มากขึ้น 1.23 ล้านล้านบาท แต่สาเหตุสำคัญเป็นเพราะบริษัทของสหรัฐฯ ทยอยเข้าไปลงทุนในไทยแล้วส่งออกกลับไปยังสหรัฐฯ เท่ากับว่าแท้จริงแล้วมูลค่าการส่งออกนั้นกลับไปยังบริษัทสัญชาติอเมริกันเอง…ดังนั้น หากรัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนข้อมูลและข้อเท็จจริงประเด็นนี้อย่างไม่มีอคติ ก็จะต้องยอมรับได้ และจะไม่ออกมาตรการลงโทษไทย นอกจากว่า รัฐบาลสหรัฐฯ และ USTR เองที่ต้องการใช้ประเด็นนี้กดดันบริษัทสหรัฐฯ ให้ถอนทุนจากต่างประเทศ และเดินทางกลับไปตั้งฐานการผลิตในมาตุภูมิ
มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้แนวทางนี้ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังเร่งมาตรการ American First ซึ่งหมายรวมถึงการดึงเอาการลงทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กลับเข้าประเทศด้วย!! …เพื่อให้โรงงานสัญชาติเอมริกันกลับเข้าไปสร้างตำแหน่งงาน สร้างรายได้ และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์นั่นเอง
ไม่ว่าเจตนาของ USTR จะเป็นการดึงภาคธุรกิจสำคัญกลับไปลงทุนที่ประเทศตัวเอง หรือต้องการใช้กฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศ ไทยก็มีความพร้อมและเตรียมกลยุทธ์ในการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ โดยเฉพาะ USTR เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม บทความฉบับนี้ขอเสนอแนวทางที่อาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งของไทยในการต่อรองกับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย ได้แก่ 1) นอกจากการเจรจาโดยตรงกับ USTR อาจพิจารณาหาช่องทางเจรจากับผู้ประกอบการสหรัฐฯ ที่มีส่วนร่วมในการร้องเรียนให้เกิดการสอบสวนประเทศคู่ค้า เช่น กลุ่มและสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของ USTR และที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้ง 3 สินค้าในสหรัฐฯ เผชิญปัญหารายได้เพราะคำสั่งซื้อลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ตลอดจนเผชิญอุปสรรคจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ต้องร้องเรียนต่อ USTR ให้ปกป้องขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทสหรัฐฯ
ส่วนแนวทางที่ 2) คือ การให้ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการควบคู่ไปด้วย ผ่านสื่อมวลชนและผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในต่างประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ไทยทีมีนโยบายการค้าที่เป็นธรรมต่อประเทศคู่ค้า ซึ่งแนวทางลักษณะนี้จะเห็นว่า “จีน” กำลังดำเนินนการด้วยการตอบโต้และคัดค้านมุมมองของ USTR อย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้ท่าทีเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมกับเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนจีนทุกแพลตฟอร์มเพื่อส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ เห็นว่าจีนไม่ยอมรับกระบวนการไต่สวน ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้ประชาชนชาวจีนเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นว่า ข้อคิดเห็นของ USTR เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม …ไทยไม่จำเป็นต้องแข็งกร้าวกับสหรัฐฯ มากเท่าจีน เพียงแต่ปรับใช้กลยุทธ์การสื่อสารของจีนเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของไทยมีเอกภาพ และเป็น 1 ในฐานข้อมูลที่ USTR จะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการไต่สวนต่อไทยใน พฤษภาคม 2569







