นรม.มาเลเซียระบุว่าชาวมาเลเซียกลุ่มหนึ่งวางแผนล้มรัฐบาล

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 3 มี.ค.69 ว่า มีชาวมาเลเซียกลุ่มหนึ่งวางแผนล้มรัฐบาล โดยใช้อิทธิพลของสื่อ สถาบันระหว่างประเทศ และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับอิสราเอล ตั้งคำถามถึงโครงการริเริ่มของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับ คกก.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (MACC) โดยปลุกปั่นผ่านหน่วยงานระหว่างประเทศและสื่อมวลชนต่างชาติ เช่น สนข.Bloomberg เพื่อบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ทั้งยังอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สส.ขัดขวางการประชุมและตั้งกระทู้ถามในรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว   ความพยายามล้มล้างรัฐบาลน่าจะมาจากการที่ MACC ดำเนินการสืบสวนคดีทุจริตขนาดใหญ่หลายคดี

โอกาสเกาหลีเหนือ… เผชิญชะตากรรมเหมือนกับเวเนซุเอลา และอิหร่าน ?

การปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สหรัฐฯ ยืนยันจะเดินหน้าต่อไปในอิหร่านตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 มีนาคม 2569 ทำให้เกิดการวิเคราะห์กันต่อไปว่า……แล้วเกาหลีเหนือประเทศที่สหรัฐฯ กล่าวหา โดยตลอดว่าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และมีการทดสอบการยิงขีปนาวุธท้าทายสหรัฐฯ บ่อยครั้ง จะเป็นประเทศต่อไปหรือไม่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับบุกลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลาด้วยข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ  และโจมตีทางทหารอิหร่านอย่างรุนแรงร่วมกับอิสราเอล เพื่อลดทอนศักยภาพในการพัฒนานิวเคลียร์ และปลดปล่อยให้ประชาชนมีเสรีภาพตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้าง กลับมาดูท่าทีเกาหลีเหนือที่มีความใกล้ชิดกับอิหร่าน เกาหลีเหนือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ออกถ้อยแถลงประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้ อย่างรุนแรง จากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งละเมิดกฎระเบียบระหว่างประเทศ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตนเอง รวมทั้งมุ่งความเป็นใหญ่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นธรรมชาตินิสัยอันธพาลของสหรัฐฯ พร้อมกับสะท้อนว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขยายตัววงกว้างออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง สำหรับโอกาสที่เกาหลีเหนือจะเผชิญกับเหตุการณ์เดียวกับเวเนซุเอลา และอิหร่าน อาจต้องพิจารณาสถานการณ์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตีอิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้ประชาคมโลกจับตามองมาที่เอเชีย-แปซิฟิกถึงทิศทางความสัมพันธ์กับจีน ที่ทำสงครามเศรษฐกิจกันอย่างเข้มข้น โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนใน 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ซึ่งในห้วงนั้น อาจมีการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งนายคิม จองอึนได้พูดเปิดทางไป เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ในโอกาสแถลงปิดการประชุมสมัชชาพรรคแรงงานครั้งที่…

สงครามคลุมเครือ VUCA War : ในตะวันออกกลาง

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ยากจากปัจจัยเทคโนโลยีและความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น จนทำให้นักวิชาการส่วนหนึ่งใช้กรอบแนวคิดที่ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัว หรือ “VUCA” ในการอธิบายสภาพแวดล้อมโลกในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ซับซ้อน (Complexity) และคลุมเครือ (Ambiguity) และแม้ว่ากรอบแนวคิดดังกล่าวอาจถูกเมินไปแล้ว เพราะนักวางแผนยุทธศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายรู้จักกับแนวทางรับมือและจัดการความเสี่ยงจาก VUCA World แล้ว นั่นก็คือ การรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่น เน้นความคล่องตัวและรวดเร็ว เพื่อให้มีความสามารถในการปรับตัวกับบรรยากาศที่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ บทความชิ้นนี้อยากชวนให้ผู้ที่สนใจสถานการณ์โลก กลับมาร่วมกันทบทวนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโลกที่ยังมีลักษณะ VUCA อยู่เช่นเดิม ….ซ้ำอาจจะมีพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงไวกว่าเดิม จนอาจทำให้การรับมือด้วยเทคนิค Agile ไม่เพียงพอต่อการเอาตัวรอดอีกต่อไป เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีลักษณะ VUCA หรือเป็นสงครามที่คลุมเครือและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น แม้ว่าสงครามระหว่างประเทศส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะมีรัฐ (state) เป็นผู้กระทำที่ชัดเจน เราอาจรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการสั่งการและการตัดสินใจดำเนินยุทธวิธีต่าง ๆ แต่ความขัดแย้งในแต่ละพื้นที่ยังคงมีลักษณะคาดการณ์ยากและสลับซับซ้อน เพราะมีรัฐมากกว่า 2 รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง และอาจมีตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) มีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งต่าง…

กรอบแนวคิด “VUCA” อธิบายสภาพแวดล้อมโลกในปัจจุบัน

กรอบแนวคิด VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity) ที่เราเริ่มได้ยินกันบ่อยมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา สามารถอธิบายสภาพแวดล้อมของโลกในปัจจุบันที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ติดตามได้ที่ The Intelligence Podcast ตอนนี้… #แนวคิด #ทฤษฎี #สงคราม #สถานการณ์ต่างประเทศ #สถานการณ์ #โลก #ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #ความสัมพันธ์ #theintelligence

ชาวอินเดียเชื้อสายมุสลิมชีอะห์ชุมนุมเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน

ชาวอินเดียเชื้อสายมุสลิมชีอะห์ชุมนุมเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของอายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ในหลายรัฐและดินแดนสหภาพของอินเดีย อาทิ รัฐราชสถาน รัฐกรณาฏกะ รัฐมหาราษฏระ รัฐอุตตรประเทศ รัฐฌารขัณฑ์ รัฐมัธยประเทศ ดินแดนสหภาพเดลี ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ เมื่อ 1 มี.ค.69 โดยประกาศไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน และแสดงความไม่พอใจต่อผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมทั้งกล่าวโทษการเยือนอิสราเอลของ นรม.นเรนทรา โมดิ ของอินเดีย ห้วง 25-26 ก.พ.69 ว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดและสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของอินเดีย

ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกในกาตาร์ประกาศยุติการผลิต LNG เป็นการชั่วคราว

QatarEnergy ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจปิโตรเลียมของกาตาร์ และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศเมื่อ 2 มี.ค.69 ว่า จะยุติการผลิต LNG และผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan และนิคมอุตสาหกรรม Mesaieed ถูกโจมตี  แต่ QatarEnergy ยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกราย  ทั้งนี้ กห.กาตาร์ยืนยันเมื่อวันเดียวกันว่า สิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง 2 แห่งของ QatarEnergy ถูกโดรน 2 ลำจากอิหร่านโจมตี แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว การประกาศยุติการผลิต  ส่งผลให้ราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นทันทีประมาณร้อยละ 50

สอท.สหรัฐฯ/ริยาดถูกโจมตี ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะตอบโต้

สอท.สหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตคณะทูต ของกรุงริยาด ถูกโจมตีด้วยโดรน 2 ลำ (เมื่อช่วงเช้ามืดประมาณ 3.00 น. เมื่อ 3 มี.ค.69 ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 7.00 น.ตามเวลาไทย) ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยและอาคารได้รับความเสียหาย ขณะที่ สอท.สหรัฐฯ/กรุงริยาดประกาศเมื่อประมาณ 8.30 น.ตามเวลาไทย เตือนให้พลเมืองของตนที่พำนักอยู่ในกรุงริยาด เมืองเจดดาห์ เมืองดะห์ราน หลบภัยอยู่ในที่พักอาศัย ตลอดจนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังที่ตั้งทางทหาร และงดการเดินทางไปติดต่อที่ สอท.สหรัฐฯ/กรุงริยาด ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้การโจมตีครั้งนี้

วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน ตำราสงครามฉบับทรัมป์-อิหร่าน

สหรัฐฯ ตัดสินใจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารสนับสนุนอิสราเอลเพื่อโจมตีอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอิหร่าน เพราะส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต รวมทั้งทำให้เกิดเหตุความรุนแรงและการปะทะตอบโต้ทางการทหารในหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

ความหวังในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังลางเลือน

การหาทางออกเพื่อยุติยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเกิดขึ้น ทั้งในกรอบสหประชาชาชาติ (UN)  ระดับบุคคล และจากการเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ทางออกทั้งหมดดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล เพื่อโจมตีอิหร่าน ภายใต้รหัส “Epic Fury”ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยังได้รับการตอบโต้จากอิหร่านอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสใช้กรอบ  UN เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉินกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีมาครง ต้องการให้อิหร่าน เข้าสู่การเจรจา แต่ก็เห็นว่าชาวอิหร่านควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเสรี  ซึ่ง UNSC ก็จัดประชุมวาระฉุกเฉินในวันเดียวกัน  และนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN ได้แถลงในที่ประชุมประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่าน อย่างไรก็ดี ตัวแทนสหรัฐฯ และอิหร่านก็ตอบโต้กันอย่างรุนแรงในระหว่างการชี้แจงต่อ UNSC การเสนอให้มีการเจรจา…

ท่าทีประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ต่อกรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการชิงโจมตีก่อน (preemptive strike) เพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยเป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารน่าจะยืดเยื้อ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ The New York Times เมื่อ 1 มีนาคม 2569 ว่า กระบวนการการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไป 4-5 สัปดาห์ หรืออาจยุติเร็วกกว่านั้น แต่ก็พร้อมจะเจรจากับอิหร่าน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงท่าทีต่อการปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลภายใต้รหัส “Epic Fury” ไปในทิศทางเดียวกันที่กังวลอย่างมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมต้องการกลับเข้าสู่เจรจาระหว่างกัน และปฏิบัติตามระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมกับมีคำแนะนำให้ประชาชนของตนในอิหร่าน และประเทศในตะวันออกกลาง ระมัดระวังตัวมากขึ้น พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนในประเทศของตนติดต่อได้ตลอดเวลา และให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เวียดนามนอกจากเตือนประชาชนแล้ว ยังสั่งการให้หน่วยงานทั้งใน และเจ้าหน้าที่ของเวียดนามที่ปฏิบัติการในต่างประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการให้ความปลอดภัยแก่ชาวเวียดนามในต่างประเทศ ทั้งนี้เวียดนามยืนยันว่าชาวเวียดนามในอิหร่านและอิสราเอลปลอดภัย เช่นเดียวกับกัมพูชาระบุว่าประชาชนของตนในภูมิภาคยังคงปลอดภัยเช่นกัน  ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตของสตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานเป็นผู้ดูแลคนไข้ จากขีปนาวุธของอิหร่านที่ยิงไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล สำหรับสิงคโปร์ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบความปลอดภัยการเข้าประเทศทั้ง บุคคล ยานพาหนะ…