กลุ่มฮูษีในเยเมนยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลครั้งแรกตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่าน

โฆษกกลุ่มฮูษีในเยเมนแถลงว่ากลุ่มฮูษียิงขีปนาวุธโจมตีที่ตั้งทางทหารหลายแห่งทางใต้ของอิสราเอลช่วงเช้า 28 มี.ค.69 เพื่อตอบโต้การโจมตีของอิสราเอลต่ออิหร่าน เลบานอน อิรัก และเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ พร้อมจะโจมตีต่อไปจนกว่าการใช้กำลังต่ออักษะแห่งการต่อต้านในทุกแนวรบจะยุติลง ด้าน กกล.ป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า ได้เปิดสัญญาณไซเรนแจ้งเตือนในเมือง Beersheba และเมือง Eilat ทางตอนใต้ของอิสราเอล ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลยิงสกัดขีปนาวุธจากเยเมนได้ 1 ลูก  การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮูษีประกาศว่า พร้อมเข้าแทรกแซงทางทหาร หากมีประเทศอื่นเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านและพันธมิตร หรือมีการใช้ทะเลแดงเป็นฐานโจมตีอิหร่านหรือประเทศมุสลิมอื่น ๆ

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้ผู้ใช้บริการชนะคดีบริษัทให้บริการสื่อออนไลน์

สื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อ 25 มีนาคม 2569 รายงานกรณีคณะลูกขุนในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ตัดสินให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่ในสหรัฐฯ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท Meta และบริษัท Google ผู้ให้บริการ Youtube มีความผิดในข้อหาทำให้ผู้ใช้บริการมีพฤติกรรมเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ และมีปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากบริษัทดังกล่าวละเลยการควบคุมและตรวจสอบเนื้อหาในแพลตฟอร์ที่ให้บริการ ทั้งนี้ ศาลตัดสินใจทั้ง 2 บริษัทต้องชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องร้อง ซึ่งเป็นสตรีชาวอเมริกันวัย 20 ปี จำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการมีพฤติกรรมเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่เป็นเยาวชน ปัจจุบันทั้ง 2 ปริษัทมีถ้อยแถลงไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินดังดล่าว และจะยื่นอุทธรณ์ รวมทั้งยืนยันว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมเนื้อหาที่ปลอดภัยและมีมาตรการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังให้ข้อสังเกตว่าปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชนและประชาชนจำนวนมากในปัจจุบันเกิดจากหลากหลายปัจจัย ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการฟ้องร้องสำเร็จ อาจทำให้มีการฟ้องร้องเพิ่มเติม เฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มเยาวชน ที่ปัจจุบันใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น และเสี่ยงเผชิญปัญหาสุขภาพจิต การฟ้องร้องและดำเนินคดีครั้งนี้อาจเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสงคมออนไลน์ ต้องปรับปรุงมาตรการคัดกรองเนื้อหาและคัดเลือกเนื้อหาที่จะเผยแพร่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้มงวดการจำกัดเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย เฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจนำไปสู่การค้าประเวณี หรือการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (sexual exploitation) ตลอดจนควบคุมการให้ข้อมูลแบบอัตโนมัติ เพราะมีผลต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของผู้ใช้งาน…

รัฐบาลกัมพูชามุ่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

สมเด็จฯ ฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้ความเห็นเมื่อ 26 มีนาคม 2569 ระหว่างกิจกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติครั้งที่ 4 (National Science, Technology and Innovation Day หรือ STI Day) กระตุ้นให้ประชาชนและภาคเอกชนในประเทศให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญและจำเป็นต่อการเสริมขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและศักยภาพของกัมพูชาในเวทีโลก ที่ผ่านมาตลอด 20 ปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมในฐานะ “ทางเลือก” ที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ปัจจุบันได้ยกระดับเป็น “ปัจจัยจำเป็น” ต่อการพัฒนาทุกภาคส่วนของประเทศ รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่ โดยตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยสำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน คาดว่าจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสถาบันวิชาการและการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้และพร้อมตอบสนองนโยบายเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของรัฐบาล เป้าหมายสำคัญ คือ ให้กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางการสร้างสรรค์เทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และมีเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ผู้นำกัมพูชากระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเป้าหมายดังกล่าวด้วย โดยเน้นย้ำหลักการสร้างระบบนิเวศน์ในประเทศให้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยน หรือ “whole-of-ecosystem” รวมทั้งเชื่อมโยงให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าใจว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ เพราะเป็นเครื่องมือที่ทำให้กัมพูชามีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะโลกรวน และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนได้ กิจกรรมในช่วง STI Day ของกัมพูชา…

อิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไข 15 ข้อของสหรัฐฯ

สถานการณ์สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ กับอิสรเอล ยังไม่คลี่คลาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิหร่านเมื่อ 25 มีนาคม 2569 ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนว่าอิหร่านจะไม่ยอมรับเงื่อนไข 15 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อยุติสงครามครั้งนี้ เนื่องจากเป็นแผนการที่ไม่สมเหตุสมผล หลอกลวง และเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ฝ่ายเดียว  อิหร่านปฏิเสธด้วยว่าไม่มีการเจรจาโดยตรงเกิดขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ ขณะที่สื่อมวลชนรายงานว่าปัจจุบัน อียิปต์ ตุรกี และปากีสถาน พยายามเป็นตัวกลางประสานงานระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพื่อลดระดับความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาค เครื่องมือการทูตพยายามใช้บรรเทาความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังไม่เป็นผลจากท่าทีของอิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขที่สหรัฐฯ เสนอ ขณะเดียวกันสถานการณ์ในภูมิภาคมีแนวโน้มตึงเครียดต่อเนื่อง สะท้อนจากมีรายงานการโจมตีระหว่างคู่ขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน รวมทั้งมีรายงานว่าสหรัฐฯ ทยอยเพิ่มทหาร และส่งยุทโธปกรณ์ไปปฏิบัติการในตะวันออกกลาง พร้อมกับส่งสัญญาณกดดันอิหร่านให้ประกาศยอมแพ้ ไม่เช่นนั้นจะเผชิญการโจมตีที่รุนแรงกว่าเดิม สำหรับข้อเสนอของสหรัฐฯ 15 ข้อ เสนออิหร่านผ่านผู้แทนของปากีสถาน ประกอบด้วยสาระสำคัญ เช่น การทำข้อตกลงหยุดยิงเป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อให้ผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านเจรจายุติสงคราม ให้อิหร่านรื้อถอนโรงงานพัฒนานิวเคลียร์จำนวน 3 แห่ง พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ยังให้อิหร่านจำกัดจำนวนขีปนาวุธ ยุติการสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ รวมทั้งเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นปกติ…

รัสเซียจัดหาพลังงานและเพิ่มความใกล้ชิดกับเวียดนาม

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากในระดับความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามกับรัสเซีย ทำให้การเยือนรัสเซียของนายฝั่ม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง อย่างเป็นทางการระหว่าง 22-25 มีนาคม 2569 เวียดนามได้รับคำมั่นจากรัสเซียในหลาย ๆ ด้าน เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน และมีแนวโน้มจะเผชิญความมั่นคงทางอาหารที่เป็นผลจากปุ๋ยเคมีที่ไม่สามารถส่งออกทางช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสะดวก ในระหว่างการเยือนรัสเซีย นายฝั่ม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้พบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อ 25 มีนาคม 2569  ซึ่งรัสเซียยินดีจะสนับสนุนเวียดนามในหลายประเด็น ทั้งประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อพัฒนาความร่วมมือของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น และเน้นย้ำการรักษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมในด้านความมั่นคง การทหาร และการต่างประเทศ เวียดนามยังได้มีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการเพิ่มปริมาณการค้าผ่านการขนส่งทางรถไฟ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการถ่ายทอดทักษะความรู้ระหว่างกัน เพื่อโอกาสในการฝึกอบรมบุคลากรในรัสเซียและการพัฒนาโครงการต่างๆ ในเวียดนาม รวมไปถึงสร้างความร่วมมือด้านพลังงานน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติกับรัสเซีย นอกจากนี้ รัสเซียยังจัดหาข้าวสาลี เนื้อสัตว์ ปุ่ยเคมี และยาให้กับเวียดนามอีกด้วย เวียดนามยังเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเปิดรับรัสเซียที่จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในเวียดนาม โดยบริษัท Rosatom  บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซียจะเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิงถวน 1 ในเวียดนาม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ VVER-1200 ที่ออกแบบโดยรัสเซียจำนวน…

อิหร่านตอบโต้กับสหรัฐฯ ด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเฉพาะบางประเทศ    

อิหร่านย้ำว่าไม่ได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง โดยเรือพาณิชย์ เช่น เรือขนส่งพลังงาน และเรือสินค้าที่ติดธงประเทศของหลาย ๆ ประเทศ สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านย้ำเมื่อ  25 มีนาคม 2569 ว่า จะพิจารณาจากความใกล้ชิด และเป็นมิตรกับอิหร่าน เพียงแต่ต้องแจ้งกับอิหร่านล่วงหน้า อิหร่านระบุว่าเรือของประเทศที่ไม่ได้เป็นศัตรูกับอิหร่าน หรือเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่ได้ขนส่งน้ำมันดิบและสินค้าสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุชไปได้แล้ว ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน รัสเซีย จีน และอิรัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านไม่ได้ระบุว่ามีไทยรวมอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อ  24 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยแสดงความขอบคุณอิหร่านที่อนุญาตให้เรือของบริษัทบางจาก ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ขณะที่บริษัท SCG Chemicals ของไทยกำลังรอการอนุมัติให้ผ่านช่องแคบเช่นกัน พร้อมกับได้ขอบคุณอิหร่าน และโอมานที่ให้ความช่วยเรือมยุรี นารี ของไทย ซึ่งประสบอุบัติเหตุอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ  ซึ่งเมื่อ 26 มีนาคม 2569 ได้รับรายงานว่าเรือมยุรี นารี ได้ไปเกยตื้นที่เกาะเกชม์ของอิหร่านแล้ว เรือของมาเลเซียก็สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เช่นกัน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียแถลงเมื่อ 26 มีนาคม 2569 ขอบคุณประธานาธิบดีมัสอูด…

ผลกระทบต่อเมียนมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 แม้สัญญาณการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีเป็นระยะ ๆ แต่สถานการณ์ด้านพลังงานทั่วโลกยังไม่ดีขึ้น โดยในช่วงแรก ๆ ของความขัดแย้ง ยานพาหนะจากเมียนมาก็ได้มีการข้ามชายแดนไทย เพื่อมาเติมน้ำมันบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนเกิดเป็นกระแสการห้ามยานพาหนะจากเมียนมามารับบริการเติมน้ำมันที่สถานีน้ำมันของไทย และมีการลักลอบการขายน้ำมันบริเวณชายแดน เช่น เมื่อ 22 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้สกัดกั้นรถบรรทุกที่ลักลอบขนน้ำมันดีเซลหลายพันลิตรบริเวณชายแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังชาวบ้านแจ้งข่าวว่าพบรถขนส่งน้ำมันต้องสงสัยขับเข้าไปในพื้นที่ชายแดนผิดปกติ และมีการดัดแปลงถังบรรทุก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และเตรียมนำส่งไปยังฝั่งเมียนมา ราคาน้ำมันในเมียนมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนถึงความผันผวนของอุปทานพลังงานและข้อจำกัดด้านการนำเข้า เนื่องจากเมียนมาต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 90 ส่งผลให้โครงสร้างพลังงานในประเทศมีความเปราะบาง และต้องพึ่งพาตลาดมืด ข้อมูลราคาน้ำมัน ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลในเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 2,790 จ๊าตต่อลิตร หรือประมาณ 50–55 บาทต่อลิตร รัฐบาลเมียนมาได้ออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมัน เช่น การจำกัดการใช้น้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล การกำหนดวันใช้งานรถตามเลขทะเบียน และการปันส่วนเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและลดการใช้น้ำมันในระบบขนส่งเพื่อบรรเทาวิกฤตน้ำมัน อย่างไรก็ดี…

สอท.จีน/อิสราเอล เรียกร้องให้พลเมืองจีนอพยพออกจากอิสราเอลโดยเร็ว

สอท.จีน/อิสราเอลออกประกาศเมื่อ 23 มี.ค.69 แจ้งเตือนพลเมืองจีนในอิสราเอลให้เดินทางกลับประเทศ หรืออพยพยออกนอกพื้นที่โดยเร็วที่สุด หลังอิหร่านเพิ่มความรุนแรงและขยายพื้นที่โจมตีอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ทั้งไม่ให้เดินทางไปยังพื้นที่มีความเสี่ยงสูง หรือสถานที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน เช่น ท่าอากาศยาน ท่าเรือ โรงไฟฟ้าโรงกลั่นน้ำมัน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ  พื้นที่ความมั่นคง และเขตทหาร  รวมทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสาร เพิ่มความระมัดระวังในการดำรงชีวิต และศึกษาเส้นทางไปยังสถานที่หลบภัยใกล้ที่พัก   ทั้งนี้ สอท.จีน/อิสราเอล จะเร่งประสานงานกับกลุ่มชาวจีนต่าง ๆ รวมถึงเพื่อนรวมชาติจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ให้เตรียมสิ่งของที่จำเป็นเพื่ออพยพออกจากอิสราเอลผ่านทางด่านตาบา ซึ่งติดกับอียิปต์ใน 25 มี.ค.69

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ : มิติสำคัญของการสร้างและรักษาไว้ซึ่งความมั่นคง

ขณะที่คู่ขัดแย้งสู้รบและสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล หรืออิสราเอล-ปาเลสไตน์ รวมถึงรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรบพุ่งที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียเช่นกัน เพียงแต่มาในรูปแบบที่ต่างกัน และเมื่อเทียบความเสียหายก็ไม่ได้มีมูลค่าน้อย ๆ ทั้งยังจะยิ่งสูงขึ้นจากความยาวนานของสงคราม รวมทั้งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู …ความเสียหายที่ว่าคือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ถูกทำลายและทำให้ประเทศต่าง ๆ กลายเป็นผู้ประสบภัยร่วมจากการที่ต้องพึ่งพาหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับคู่สงครามไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง การหาทางเอาตัวรอดจากภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งเฉพาะหน้าและเตรียมการสำหรับภัยในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) ไม่ว่าภาวะปกติหรือยามวิกฤติมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าความมั่นคงที่ยึดโยงกับการทหาร องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development-OECD) ระบุว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ ความสามารถของชาติในการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการทำให้มีความสามารถฟื้นตัว/ลุกได้เร็วและทรงตัวได้ไวไม่ว่าจะเผชิญ ภัยคุกคามใด ๆ  ทั้งจากภายในและต่างประเทศ  ความมั่นคงทางเศรษฐกิจยังมีความเหลื่อมทับกับความมั่นคงที่ยึดโยงกับการทหาร เนื่องจากการสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ ความสามารถของประเทศโดยรวมในการป้องกันและสร้างผลประโยชน์แห่งชาติให้เพิ่มพูนท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว OECD ยังย้ำถึงการเสริมสร้างความสามารถในการลุกได้ไว จากภัยคุกคามทั้งในและนอกประเทศเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และในยุคที่โลกเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจยิ่งมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมไปถึงขีดความสามารถในการคุ้มครองสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และการสร้างหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงการปกป้องอุตสาหกรรมทางยุทธศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน การรักษา การลื่นไหลของการค้าและการลงทุน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์…

อาเซียนผลักดันวาระโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค

การประชุมคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน (ASEAN Committee on Sustainable Infrastructure-ACSI) ที่เมืองปาไซ ฟิลิปปินส์ เมื่อ 12 มี.ค.69 หารือถึงแผนปฏิบัติการว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ปี 2569-2573 (Sustainable Infrastructure Action Plan-SIAP) มีเป้าหมาย เพื่อขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน  เสริมสร้างความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชน ทั้งนี้ SIAP สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงของอาเซียน ที่ได้รับการรับรองเมื่อปี 2568  นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันข้อเสนอโครงการ Multi-Year Programme on Enhancing Sustainable Infrastructure Development and Cooperation in ASEAN ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภาคีภายนอก