ประธานาธิบดีทรัมป์ข่มขู่อิหร่านไม่ให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า สหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านมากขึ้น หากยังปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ กับทั้งเน้นย้ำว่าเป็นการช่วยเหลือจีน และประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าว  ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถการปล่อยขีปนาวุธ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์และกองทัพเรือ

วุฒิสภาสหรัฐฯ แต่งตั้ง พล.อ.โจชัว รัดด์ เป็น ผอ.NSA คนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบให้ พล.อ.โจชัว รัดด์ เป็น ผอ.สนง.ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) และ ผบ.กองบัญชาการทหารไซเบอร์สหรัฐฯ (U.S. Cyber Command) ซึ่งควบสองหน้าที่สำคัญ ทั้งด้านการข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง และด้านการปฏิบัติการทางไซเบอร์เชิงรุกและการปกป้องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  พล.อ.รัดด์ เคยดำรงตำแหน่ง รอง.ผบ.กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (U.S. INDOPACOM, ห้วงปี 2567 – 2568)  ทั้งนี้ ตำแหน่ง ผอ.NSA ว่างตั้งแต่ เม.ย.68 หลังประธานาธิบดีทรัมป์ปลด พล.อ.ทิโมธี ฮอว์ อดีต ผอ.NSA และ น.ส. Wendy Noble อดีต รอง ผอ.NSA ซึ่งแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน

สหรัฐฯ อาจเข้ายึดครองคิวบาแบบเป็นมิตร

สถานการณ์กลางตะวันออกกลางที่ใกล้จะมีทางออก หากพิจารณาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุเมื่อ 9 มีนาคม 2569 ว่า สงครามกับอิหร่านใกล้ยุติลงแล้ว และจะไม่ยินยอมให้อิหร่านนำโลกเป็นตัวประกัน ซึ่งหมายถึงกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุช  แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็พร้อมจะเปิดสมรภูมิขัดแย้งใหม่ โดยย้ายกลับมาภูมิภาคอเมริกา ที่คิวบา ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ในอ่าวเม็กซิโก และอยู่ใกล้กับรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เพียง 150 กิโลเมตร อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับคิวบาจะยอมเจรจาผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในคิวบา ทั้งการเมือง และระบบเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าคิวบากำลังจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว และถูกปกครองแบบผูกขาดมานาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและแคริบเบียน ที่รัฐฟลอริดา เมื่อ 5 มีนาคม 2569  ว่า คิวบาต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตอนนี้ได้มอบหมายให้นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไปเจรจากับคิวบา รวมทั้งคิวบาต้องมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากสหรัฐฯ เสร็จภารกิจในอิหร่าน ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมายแล้ว มีรายงานว่านายรูบิโอได้ไปเจรจากับ นาย Raul Guillermo Rodriguez Castro ซึ่งเป็นหลานอดีตประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร โดยไม่ผ่านประธานาธิบดีประธานาธิบดีมิเกล…

เวียดนามช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านยังไม่ยุติ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เมื่อ 9 มีนาคม 2569  เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ กรกฎาคม 2565 โดยเกิน100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มจะสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากที่อิหร่านยังเดินหน้าตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมกับมีการตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อ 8 มีนาคม 2569  ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้นำคนก่อนที่ถูกสหรัฐฯ สังหาร คือ อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี อายุ 56 ปี บุตรชายคนที่ 2 ของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลเวียดนามต้องช่วยพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ที่ปรับขึ้นแล้วกว่าร้อยละ 21–32 ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง น้ำมันดีเซลของเวียดนาม ราคาเพิ่มขึ้นแล้ว ร้อยละ 30 ซึ่งสูงที่สุดนับแต่ กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้ เมื่อ 7 มีนาคม…

รัสเซียและสหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์ประเด็นอิหร่านและยูเครน

สนข.Tass รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ครั้งแรกในปี 2569 ที่สำคัญได้แก่ ประเด็นอิหร่าน ซึ่งรัสเซียย้ำให้สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ยุติความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูตโดยเร็วที่สุด  ขณะที่สหรัฐฯ ชี้แจงเป้าหมายและบริบทของการปฎิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ประเด็นยูเครน รัสเซียเชื่อว่ากองทัพรัสเซียสามารถรุกคืบเข้าในยูเครนอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รัฐบาลยูเครนต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติสงคราม ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันความต้องการให้รัสเซียกับยูเครนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงยุติสงครามในระยะยาวโดยเร็ว ตลอดจนประเด็นอื่น ๆ อาทิ เวเนซุเอลา ราคาน้ำมันโลก

เกาหลีใต้เตรียมมาตรการพลังงานรับมือความไม่แน่นอนจากวิกฤต ตอ.กลาง

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 9 มี.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยให้ใช้แนวคิดจากฉากทัศน์สถานการณ์เลวร้าย (Worst-case scenarios) ในการพิจารณามาตรการต่าง ๆ อาทิ การควบคุมราคาน้ำมัน การกำหนดเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล การรับมือความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการแสวงหาเส้นทางนำเข้าพลังงานทางเลือกผ่านความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตลอดจนการดำเนินคดีต่อการสมรู้ร่วมคิดระหว่างโรงกลั่นน้ำมันกับสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงการกำหนดราคาเกินจริงและการกักตุนน้ำมัน

กลุ่ม G7 ชะลอการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์

การประชุม รมว.กระทรวงการคลังกลุ่ม G7 เมื่อ 9 มี.ค.69 ร่วมกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)  มีมติชะลอการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสมาชิกกลุ่ม G7 ไว้ก่อน ซึ่งมีปริมาณรวมกันอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาร์เรล เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบยังอยู่ในภาวะล้นตลาด  ผอ.IEA ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก่อให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ มากกว่าการขาดแคลนน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี กลุ่ม G7 จะติดตามสถานการณ์และพัฒนาการในตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการจัดหาพลังงานทั่วโลก

HRW ระบุว่าอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวโจมตีพลเรือนในเลบานอน

Human Rights Watch (HRW) แถลงเมื่อ 9 มี.ค.69 ว่า อิสราเอลใช้กระสุนฟอสฟอรัสขาวจากปืนใหญ่โจมตีที่อยู่อาศัยของพลเรือนในเมือง Yohmor ทางตอนใต้ของเลบานอน  พร้อมกับเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการใช้อาวุธดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดอันตรายจากการถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ HRW ยังเรียกร้องให้ พันธมิตรของอิสราเอล ได้แก่ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี  ระงับความช่วยเหลือทางทหารและยุติการขายอาวุธให้แก่อิสราเอล รวมถึงกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันรัฐบาลอิสราเอล ทั้งนี้ นับตั้งแต่การปะทะระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ 2 มี.ค.69 มีผู้เสียชีวิตในเลบานอน อย่างน้อย 217 คน

การชุมนุมประท้วงไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังไม่มีแนวโน้มยุติ จากที่ยังไม่เห็นทางออกในการที่จะมีการเจรจากัน จากที่อิหร่านยืนยันเมื่อ 8 มีนาคม 2569 จะไม่มีการยอมแพ้ ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่ก็เกิดการประท้วงต่อต้านการกระทำของสหรัฐฯ ในจุดต่าง ๆ ของโลก แม้การประท้วงจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่าน แต่ก็สะท้อนว่า ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า เป็นการกระทำที่เกินไป แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะมีข้ออ้างว่าการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย มีผลต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็มีรายงานการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาลกับต่อต้านรัฐบาลในอิหร่าน แต่ไม่มีเหตุรุนแรงหรือขยายวงกว้าง ส่วนการประท้วงนอกอิหร่าน เพื่อให้ยุติการโจมตีอิหร่าน ยังมีอยู่ เช่น หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำลอนดอน และที่นครนิวยอร์กก็มีการชุมนุมของกลุ่มขวาจัด รวมทั้งยังมีการชุมนุมในเมืองสำคัญ ๆ ของสเปน ซึ่งผู้จัดการชุมนุมประมินว่า เมื่อ 8 มีนาคม 2569 มีจำนวน 180,000 โดยมีการ 2 การชุมนุม ควบคู่กันคือ ในวันสตรีโลก (International Women’s…

ไทยกับภารกิจอพยพประชาชนท่ามกลางวิกฤตอิหร่าน

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล และสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และความปลอดภัยของคนไทยที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง เช่น แรงงาน นักศึกษา แม่บ้าน และผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ทำให้เผชิญกับความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย และการดำรงชีวิตประจำวัน คนไทยบางกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยง มีความประสงค์ในการเดินทางกลับประเทศไทย ความเสี่ยง ได้แก่ ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้า  ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่าการโจมตีของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้อิหร่านตอบโต้กลับโดยมีเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการทางทหารในกรุงเตหะราน และเมืองอื่น ๆ เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก หรือบังคับเปลี่ยนเส้นทางอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ผู้โดยสารติดค้างและเผชิญความไม่แน่นอนของการเดินทาง อีกทั้งยังมีรายงานการยิงโดรนโจมตีบริเวณสถานกงสุลของ สหรัฐอเมริกา ในเมืองดูไบ แม้ไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บ แต่สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยของพื้นที่ และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน และชุมชนเมืองโดยรอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลเรือน รวมทั้งชาวต่างชาติ ต้องพิจารณาการอพยพโดยด่วน หน่วยงานด้านความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่น ๆ ของไทย ติดตามระดับพัฒนาการในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพอากาศไทยได้เตรียมพร้อมอพยพชาวไทยหากจําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิหร่านซึ่งมีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 250 คน และทั่วภูมิภาคประมาณ 70,000 คน หลายหน่วยงานได้เริ่มแผนฉุกเฉิน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้ง War…