แนวทางการขยายตลาดรถยนต์ EV ของไทยอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน

Free Malaysia Today ของมาเลเซีย รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์ของมาเลเซีย เตือนไม่ให้ใช้ไทยเป็นต้นแบบในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการใช้กลยุทธ์ลดราคา โดยระบุว่า นโยบายส่งเสริมรถยนต์ EV ของไทย ซึ่งรวมถึงมาตรการจูงใจทางภาษีและการอุดหนุนราคาสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนมาก แต่ทำให้ผู้ผลิตเร่งกำลังการผลิตและนำเข้ารถยนต์ EV เกินกว่าความต้องการภายในประเทศ และเกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมโดยรวม  โดยเสนอแนะให้ผู้กำหนดนโยบายคำนึงถึงความสอดคล้องของอุปสงค์ภายในประเทศกับกำลังการผลิต พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการจูงใจ และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV

สมาชิกอาเซียนสนับสนุนจีนเพิ่มขึ้นในปี 2569

ผลสำรวจสภาวะของเอเชีย ตอ.ต.ประจำปี 2569 (State of Southeast Asia 2026) ของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) เมื่อ 7 เม.ย.69 จากการสอบถามความเห็นกลุ่มตัวอย่าง (นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ) ในประเทศสมาชิกอาเซียน 11 ประเทศ จำนวน 2,008 คน ระหว่าง 5 ม.ค.-20 ก.พ.69 พบว่า ในกรณีต้องเลือกข้าง ผู้ตอบร้อยละ 52 เลือกสนับสนุนจีน ขณะที่ร้อยละ 48 สนับสนุนสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากการสำรวจเมื่อปี 2568 ที่เลือกข้างจีน ร้อยละ 47.7 และเลือกข้างสหรัฐฯ ร้อยละ 52.3

ชาวญี่ปุ่นที่ถูกคุมขังในอิหร่านได้รับการปล่อยตัว

ถ้อยแถลงของนายคิฮาระ มิโนรุ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อ 7 เม.ย.69 ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นซึ่งอิหร่านควบคุมตัวตั้งแต่ 20 ม.ค.69 ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวเมื่อ 6 เม.ย.69 มีสภาพร่างกายแข็งแรง แต่ม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ชื่อบุคคลหรือข้อกล่าวหา  แหล่งข่าวระบุว่า บุคคลดังกล่าวคือหัวหน้าสำนักงาน สนข. NHK ประจำกรุงเตหะราน อิหร่าน การปล่อยตัวดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายโมเตกิ โทชิมิตสึ รมว.กต.ญี่ปุ่น ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เพื่อขอให้เร่งดำเนินการปล่อยตัวชาวญี่ปุ่นโดยเร็วที่สุด  อนึ่ง บุคคลดังกล่าวเป็นชาวญี่ปุ่นรายที่สองที่ได้รับการปล่อยตัว ภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อ มี.ค.69 ว่ามีชาวญี่ปุ่นสองรายถูกคุมขัง โดยรายแรกได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 18 มี.ค.69 และได้เดินทางกลับถึงญี่ปุ่นเมื่อ 22 มี.ค.69

พลังงานโลกยังอ่อนไหวสูง แม้กลุ่ม OPEC+ 8 จะเพิ่มกำลังการผลิต

กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือ OPEC+ จำนวน 8 ประเทศ ประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2569 ว่าจะปรับโควตาการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก อีก 206,000 บาร์เรล/วัน ในห้วง พฤษภาคม 2569 ต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตใน เมษายน 2569 สะท้อนว่า กลุ่ม OPEC+ ยังมีศักยภาพในการควบคุมอุปทานการผลิตและควบคุมปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตอีก 206,000 บาร์เรล/วัน เป็นการปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ทำให้นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานประเมินไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง และไม่มีผลต่อวิกฤตพลังงานในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นผลจากอุปสรรคด้านการขนส่ง มากกว่าเรื่องปริมาณน้ำมันโลก ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงานของโลกยังคงอ่อนไหวและเปราะบางจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ความเคลื่อนไหวของ OPEC+8 มีผลเชิงสัญลักษณ์ว่ากลุ่มยังมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการการผลิตน้ำมัน แต่ยังไม่สามารถบรรเทาวิกฤตการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือใช้ช่องทางขนส่งน้ำมันอื่นแทนได้ แม้จะมีการปรับไปส่งออกทางทะเลแดงอยู่บ้าง นอกจากประเด็นการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสมาชิกสำคัญและเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่ม OPEC+ 8 เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และคูเวต ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาวะสงครามและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตบางส่วนถูกทำลายระหว่างความขัดแย้ง ทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ…

ผู้นำสหรัฐฯ กดดันอิหร่านให้รับข้อเสนอหยุดยิง

สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ในช่วงสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 6 เมษายน 2569 กดดันให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอหยุดยิง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบเต็มรูปแบบ ภายใน 7 เมษายน 2569 ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านทั้งประเทศภายในวันเดียว รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ด้านคมนาคมและพลังงานในอิหร่านด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้น เนื่องจากอิหร่านตอบรับข้อเสนอแล้ว แต่กำหนดเงื่อนไขและข้อแลกเปลี่ยนจำนวนมากที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เห็นว่า “ยังไม่ดีพอ” ดังนั้น หากรัฐบาลอิหร่านไม่ทำตามข้อเสนอ ประชาชนอิหร่านก็จะต้องได้รับผลกระทบด้วย ปัจจุบันอิหร่านยังไม่ประกาศว่าจะยอมดำเนินการตามข้อเสนอของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ตอบโต้กลับไปว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของอิหร่าน สงครามครั้งนี้จะขยายขอบเขตไปถึงระดับภูมิภาค ด้านอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ย้ำว่ากองทัพอิหร่านยังมีความแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีพลเอก Majid Khademi เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเสียชีวิตระหว่างสงคราม ส่วนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ซึ่งเป็นกองทัพหลักของอิหร่านประเมินว่าคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น “ไร้เหตุผล” สะท้อนว่า ฝ่ายอิหร่านไม่กังวลต่อคำขู่ของสหรัฐฯ และพร้อมปฏิบัติการทางทหารต่อไป แนวโน้มการตอบรับและปฏิบัติตามข้อเสนอหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับอย่างน้อย 3  ปัจจัย ได้แก่ 1) การตัดสินใจของผู้นำและผู้บัญชาการทหารทั้ง 2…

จีนและสหรัฐฯ ได้ผลประโยชน์ร่วมกันกรณีน้ำมัน

จีนและสหรัฐฯ มหาอำนาจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก แม้จะมีความขัดแย้งกัน และช่วงชิงการเป็นมหาอำนาจของโลก แต่หากเป็นผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับก็จะมีความร่วมมือกัน ซึ่งในกรณีที่จีนจะกลับมาซื้อน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากยุติไปเมื่อต้นปี 2568 จากความขัดแย้งทางการค้าเป็นตัวอย่างหนึ่งเช่นกันที่จีนได้ทั้งพลังงาน และยังรักษาอิทธิพลได้ในภูมิภาคเอเชีย หากจีนสามารถกลับไปส่งออกพลังงานให้ประเทศในภูมิภาคได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง ในเมษายน 2569 น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ กำลังเตรียมการขนส่งไปยังจีน โดยเฉลี่ยประมาณ 600,000 บาร์เรล/วัน ทั้งนี้ จีนไม่ได้ขาดแคลนพลังงานมากจนอยู่ในระดับวิกฤต แต่การนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางไม่ค่อยราบรื่น จากที่เกิดความขัดแย้งในตั้งแต่ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และไม่สามารถนำเข้าจากเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ เข้าไปบริหารจัดการน้ำมันตั้งแต่ 3 มกราคม 2569  จีนจึงต้องวางแผนการใช้มีพลังงานใช้ประเทศอย่างเพียงพอ เช่น ระงับการส่งออกน้ำมันเบนซิน ดีเซล เชื้อเพลิงเครื่องบิน เมื่อ 11 มีนาคม 2569 ยกเว้นบางประเทศที่เผชิญวิกฤต จีนยังส่งออกให้แต่มีปริมาณจำกัด เช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ การที่จีนสามารถรื้อฟื้นการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ…

วิกฤตน้ำมันโลกขึ้นอยู่กับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์   

สมาชิก OPEC+ 8 ประเทศ (ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน) ตกลงกันในที่ประชุม เมื่อ 5 เมษายน 2569 ว่า ในห้วงพฤษภาคม 2569 สมาชิก 8 ประเทศจะเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมัน  206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันที่หายไปจากตลาดพลังงานโลก  ที่ประชุมยังเห็นว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันและก๊าซ ต้องใช้เวลาพอสมควรในการฟื้นตัว และให้ความสำคัญต่อความมั่นคงทางทะเลที่เป็นเส้นทางขนส่งพลังงานโลก ซึ่งได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมัน  206,000 บาร์เรลต่อวันของสมาชิก OPEC+ 8 ในห้วงพฤษภาคม 2569 และการปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองของสมาชิกทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ก่อนหน้านี้ จำนวน 400 ล้านบาร์เรล อาจไม่ช่วยผ่อนคลายวิกฤตพลังงานโลกได้มากนัก เพราะราคาตลาดพลังงานโลกในห้วงนี้ และต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่านโยบายการเพิ่มการผลิต เพราะการเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน และโจมตีแหล่งพลังงานกันไปมาระหว่างอิหร่านกับพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางทำให้การไหลเวียนของพลังงานของโลกได้รับผลกระทบ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศประเมินว่า น้ำมันดิบของโลกเมื่อ มีนาคม…