เวียดนามก้าวเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง

สนข.VGP ของทางการเวียดนาม และเว็บไซต์ นสพ.Vietnam.vn รายงานเมื่อ 3 ก.ค.69 ว่า เวียดนามได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกเมื่อ 1 ก.ค.69 เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง ร่วมกับฟิลิปปินส์ ศรีลังกา จอร์แดน และไมโคนีเซีย พิจารณาจากเมื่อปี 2568 เวียดนามมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ที่ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของสถานะประเทศที่มีรายได้น้อย ทั้งนี้ เวียดนามยังตั้งเป้าหมายจะกลายเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมทันสมัยภายในปี 2573 และเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2583

ไทยกลับมาผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์หลังเกิดวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ

Bloomberg ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา หนึ่งในเส้นทางเดินเรือสำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นจุดอ่อนเชิงยุทธ์ศาสตร์ โดยเฉพาะต่อจีนที่พึ่งพาเส้นทางดังกล่าวอย่างมากในการนำเข้าพลังงาน ซึ่งช่องแคบมะละกากลายเป็นจุดสนใจหลังจากเกิดวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงไทยที่กลับมาให้ความสำคัญกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ช่องแคบมะละกา และลดระยะเวลาในการขนส่ง อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกมองว่ามีความท้าทายทั้งด้านโลจิสติกส์และการเงิน

กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เรียกร้องให้ สว. ปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจในการจัดการผู้กักตุนน้ำมัน

สนข. PNA รายงานเมื่อ 2 ก.ค.69 ว่า นาง Sharon Garin รมว.กระทรวงพลังงาน ของฟิลิปปินส์ (DOE) ขอให้วุฒิสภาพิจารณาปรังปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจ DOE ในการจัดการการกักตุนและควบคุมราคาน้ำมันในภาวะวิกฤต ปัจจุบัน DOE ต้องประสานงานกับ ตร.กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และ ยธ. เพื่อดำเนินการต่อผู้กระทำผิด ขณะที่กรอบการแก้ไขที่ DOE เสนอคือกำหนดนิยามการกักตุนทั้งในฐานะผู้ค้าและผู้บริโภค รวมถึงการกำหนดบทลงโทษ โดยการกักตุนสำหรับผู้ค้าอาจรวมถึงการจงใจกักตุนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม การปิดคลังน้ำมันโดยไม่มีเหตุผล การติดป้ายแจ้งสินค้าหมดทั้งที่มีน้ำมัน และการส่งมอบสินค้าล่าช้า ด้านการกักตุนสำหรับผู้บริโภคอาจรวมถึงการซื้อในปริมาณมากกว่าการบริโภคปกติ การซื้อซ้ำในช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับการกักตุนของผู้ค้าอาจถูกลงโทษปรับตั้งแต่ 250,000 ถึง 500,000 เปโซ หรือจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี ส่วนการกักตุนของผู้บริโภคอาจถูกลงโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 เปโซ และจำคุกไม่เกินหกเดือน

คูเวตเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบหลังอิหร่านและสหรัฐฯ ทำข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงคราม

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 2 ก.ค.69 อ้างแหล่งข่าวว่า คูเวตเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบมากขึ้น หลังจากอิหร่านและสหรัฐฯ จัดทำข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามระหว่างกัน โดยกำลังการผลิตน้ำมันดิบของคูเวตเมื่อ มิ.ย.69 เพิ่มขึ้นจากวันละ 580,000 บาร์เรล เมื่อ พ.ค.69 เป็นวันละ 1.65 ล้านบาร์เรล ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันดิบของคูเวตเพิ่มขึ้นสูงถึงวันละ 1.9 ล้านบาร์เรล ในห้วง10 วันสุดท้ายของ มิ.ย.69 แต่ยังต่ำกว่าระดับที่เคยผลิตได้ก่อนเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง ที่วันละ 2.5 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อ 18 มิ.ย.69 Kuwait Petroleum Corporation รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันของคูเวต ประกาศแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้ได้เกินกว่าวันละ 2 ล้านบาร์เรลภายในหนึ่งสัปดาห์ พร้อมกับยกเลิกมาตรการเหตุสุดวิสัยที่บังคับใช้ในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน โดยอ้างถึงสถานการณ์ที่ดีขึ้น

สหรัฐฯ เชื่อว่าอิสราเอลอาจวางแผนสังหารผู้แทนเจรจาระดับสูงของอิหร่าน

นสพ. The New York Times เมื่อ 2 ก.ค.69 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า อิสราเอลอาจวางแผนสังหารผู้แทนเจรจาระดับสูงของอิหร่านในห้วงการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนายอับบาส อะรากชี รมว.กต.อิหร่านและนายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ที่สหรัฐฯ กังวลว่าอาจตกเป็นเป้าหมายในช่วงที่การเจรจาระหว่างสองประเทศทวีความเข้มข้นนับตั้งแต่ เม.ย.69 ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องขอให้ประเทศอื่นในภูมิภาคตะวันออกกลางแจ้งเตือนอิหร่านเกี่ยวกับความเสี่ยงดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สหรัฐฯ เคยเรียกร้องให้อิสราเอลละเว้นนายกอลีบาฟ หลังจากพบว่ามีรายชื่ออยู่ในเป้าหมายการสังหารของอิสราเอล ขณะที่อิหร่านขอหลักประกันความปลอดภัยจากสหรัฐฯ ผ่านตัวกลาง ได้แก่ ปากีสถาน และกาตาร์ ในห้วงการเยือนกรุงอิสลามาบัด เพื่อเข้าร่วมการเจรจาครั้งแรก เมื่อ เม.ย.69