สื่อต่างประเทศรายงานกรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทย

กรณีนายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา อายุ 70 ปี เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 6-7 สิงหาคม 2569 ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่รายงานกำหนดการเยือนตามข้อเท็จจริง และนำเสนอว่าผู้นำเมียนมาต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์กับเมียนมา และความมั่นคงในเมียนมามาโดยตลอด เนื่องจากมีผลต่อความมั่นคงของไทยที่มีชายแดนติดกัน รวมทั้งคงการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ประเด็นที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจและวิเคราะห์ตีความ ได้แก่ 1) กรณีไทยต้อนรับผู้นำเมียนมาครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าไทยสนับสนุนเมียนมาให้กลับไปมีส่วนร่วมในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งอาเซียน แม้ว่าอาเซียนมีมติเมื่อ กรกฎาคม 2569 ไม่อนุญาตให้ผู้นำเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในปลายปี 2569 ที่ฟิลิปปินส์ แต่ นายกรัฐมนตรีไทยย้ำว่าการรักษาช่องทางติดต่อสื่อสารกับเมียนมาจะเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเมืองในเมียนมา 2) มุมมองของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ที่ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทยอาจไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองในเมียนมา พร้อมกระตุ้นให้ไทย รวมทั้งอาเซียน ทบทวนหลักการ “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” ของอาเซียน เพื่อแสดงบทบาทส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงมนุษย์ในเมียนมาอย่างจริงจัง และ 3) ความเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยในเมียนมา หรืออองซานซูจี ซึ่งรัฐบาลเมียนมาเปิดเผยเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 ว่า อองซานซูจียังสุขภาพดี และได้พบกับผู้แทนของสภากาชาดสากล (ICRC) เป็นครั้งแรก สะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาพยายามลดระดับแรงกดดันจากนานาชาติ ที่วิจารณ์เชิงลบเกี่ยวกับการปฏิบัติต่ออดีตผู้นำ…

จีนคัดค้านกรณีสหรัฐฯ จะเข้มงวดมาตรการนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

สื่อมวลชนจีนเมื่อ 5 สิงหาคม 2569 รายงานความเห็นของเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตจีน/สหรัฐฯ เชิงลบต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กรณีรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2569 จะเข้มงวดตรวจสอบการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ตลอดจนจะกำหนดราคาขั้นต่ำสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท เพื่อปกป้องนักธุรกิจและตลาดในสหรัฐฯ รวมทั้งเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสินค้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากจีน จึงไม่เป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้าระหว่างประเทศ ฝ่ายจีนมีมุมมองว่านโยบายของสหรัฐฯ เป็นมาตรการปกป้องการค้า (protectionism) ที่ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของสหรัฐฯ  พร้อมกันนี้ จีนประกาศว่าจะใช้กฎหมายเพื่อปกป้องธุรกิจการค้าและบริษัทของจีนที่ร่วมมือกับบริษัทในสหรัฐฯ ด้วย มาตรการของสหรัฐฯ ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อจีนที่ต้องการส่งออกสินค้าประเภทโพลีซิลิคอน (polysilicon) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) และแผงโซลาร์เซลล์ ที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของจีนในปัจจุบัน และกำลังจะเผชิญมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 15 สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่จะมีมาตรการควบคุมการนำเข้าเข้มงวดขึ้นด้วย ได้แก่ แผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน อุปกรณ์แปลงพลังงาน และชุดวงจรอิเล็กทรอนิกส์ กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีน ทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจ จะมีแนวโน้มเป็นการแข่งขันระหว่างกันต่อไปในระยะยาวทั้งในมิติการเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 การเป็นผู้นำโลกด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยมีข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ…

ข้อตกลงบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอิหร่านกับโอมาน   

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ส่งสัญญาณเชิงบวกเมื่อ 6 สิงหาคม 2569 ต่อการเจรจากับโอมานเพื่อทำข้อตกลงบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันแบบชั่วคราว โดยระบุว่าทั้ง 2 ประเทศใกล้จะบรรลุข้อตกลงในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว หลังจากเห็นพ้องเรื่องการกำหนดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว คาดว่าอิหร่านกับโอมานประสบความสำเร็จในการกำหนดเส้นทางเดินเรือเส้นทางใหม่ ที่อยู่บริเวณกลางช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้บริหารจัดการความมั่นคงร่วมกันได้ โดยเส้นทางใหม่จะอยู่ห่างจากเส้นทางเดินเรือตอนเหนือที่ใกล้กับชายฝั่งอิหร่าน และห่างจากเส้นทางเดินเรือตอนใต้ที่สหรัฐฯ เคยยื่นเป็นข้อเสนอ อิหร่านยืนยันว่าประเทศที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งมีนัยถึงสหรัฐฯ พร้อมกับเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้การเจรจาล่าช้าและใช้เวลานานกว่า 2 เดือน เป็นเพราะสหรัฐฯ พยายามแทรกแซงโอมาน รวมทั้งท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ยังขู่คุกคามความมั่นคงของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อิหร่านยังเปิดเผยว่าอาจมีถ้อยแถลงร่วมกับโอมานเร็ว ๆ นี้ เพื่อประกาศข้อตกลงด้านการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกัน ครอบคลุมทั้งความร่วมมือด้านความมั่นคง สภาพแวดล้อม กลไกควบคุมการเดินเรือ และกฎระเบียบ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าอิหร่านจะเก็บค่าธรรมเนียมเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวหรือไม่ อิหร่านย้ำว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือและขนส่งสินค้าได้ตามปกติ ขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ ว่าจะถอนกองเรือที่ปิดล้อมอิหร่านออกไปหรือไม่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านกำหนดให้สหรัฐฯ ดำเนินการก่อนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่าทีเชิงบวกของอิหร่านและโอมานประเด็นความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ทั่วโลกคาดหวังว่าเส้นทางเดินเรือดังกล่าวจะกลับไปเป็นช่องทางขนส่งสินค้าได้ตามปกติ รวมทั้งส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำว่าสหรัฐฯ มีส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อทำให้ช่องแคบฮอร์มุซมีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมย้ำคำขู่อิหร่านว่าหากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซตามข้อตกลง ก็จะต้องเผชิญกับการโจมตีครั้งใหม่ พร้อมกับปฏิเสธข่าวลือว่าสหรัฐฯ ขาดแคลนอาวุธในการโจมตีอิหร่าน…

มณฑลไห่หนานของจีนส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับไทยและอินโดนีเซีย

Antara ของอินโดนีเซีย รายงานอ้างเว็บไซต์มณฑลไห่หนานของจีน กรณีคณะผู้แทนทางเศรษฐกิจและการค้าจากมณฑลไห่หนานของจีน เยือนไทยและอินโดนีเซีย เมื่อ 21-25 ก.ค. 69 โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างมณฑลไห่หนานของจีนกับประเทศดังกล่าว ทั้งยังเป็นการยกระดับบทบาทของเขตการค้าเสรีไห่หนาน

กัมพูชาส่งออกข้าวสารห้วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่ามากกว่า 415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นสพ.Khmer Times ฉบับ 6 ส.ค.69 อ้างรายงานของสมาคมข้าวแห่งกัมพูชาว่า เมื่อห้วง ม.ค.-ก.ค.69 กัมพูชาส่งออกข้าวสาร 707,000 ตัน มูลค่า 415.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 และมูลค่าเพิ่มร้อยละ 34.3 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 โดยส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรปมากที่สุดจำนวน 207,157 ตัน รองลงมาคือ จีน จำนวน 174,930 ตัน โดยส่งออกข้าวหอมมากที่สุดร้อยละ 59.23 ของปริมาณการส่งออกข้าวสารทั้งหมด รองลงมาคือ ข้าวขาว ข้าวหัก ข้าวอินทรีย์ และข้าวกล้อง ตามลำดับ นอกจากนี้ กัมพูชาส่งออกข้าวเปลือกมากกว่า 3 ล้านตัน มูลค่ารวม 665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อาเซียนเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก

คณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน (Committee of Permanent Representatives to ASEAN-CPR) กับผู้ประสานงานแห่งชาติของกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) จัดประชุมในรูปแบบผสมผสานที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อ 5 ส.ค.69 ได้แลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับพัฒนาการในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.และภูมิภาคลาตินอเมริกา ทบทวนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการอาเซียน–กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ปี 2564-2569 (ASEAN-Pacific Alliance Work Plan 2021-2026) และยืนยันเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน  ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ประกอบด้วย ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และเปรู