![]()

การปฺฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ชื่อ “Operation Absolute Resolve” โจมตีเวเนซุเอลา เมื่อ 3 มกราคม 2569 พร้อมกับชิงตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภริยา ไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสพติด และอุปกรณ์อาวุธปืน ทำให้ประเทศต่าง ๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวหาสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ จีนก็ประณามการกระทำของสหรัฐฯ และผู้แทนจีนก็ได้กล่าวหาสหรัฐฯ อย่างรุนแรง มากกว่าประเทศอื่นในเวทีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีประชุมเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เมื่อ 5 มกราคม 2569 อย่างไรก็ดี ก็มีอีกกลุ่มประเทศที่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ ที่ช่วยถอนรากถอนโคนอาชญากรรมข้ามชาติในเวเนซุเอลา เช่น อาร์เจนตินา และปารากวัย
จีนยืนยันว่าจะคงความร่วมมือกับเวเนซุเอลา และปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวเนซุเอลา ขณะที่สหรัฐฯ ก็เดินหน้าบริหารจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลาโดยเมื่อ 9 มกราคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบผู้บริหารน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ ในการเปิดทางให้ไปลงทุนในเวเนซุเอลา พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำมันส่งกลับไปขายยังสหรัฐฯ รวมทั้งเดินหน้าพิพากษาคดีต่อประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในการขึ้นศาลที่นครนิวยอร์ก เมื่อ 5 มกราคม 2569 และจะขึ้นศาลอีกครั้งใน 17 มีนาคม 2569
ขอย้อนกลับมาว่า ทำไมจีนถึงหัวเสียอย่างมากมายที่สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา …….
…..ก็เพราะจีนรู้ดีว่า สหรัฐฯ ต้องการกวาดล้างอิทธิพลจีนที่เข้าไปยังหลังบ้านของตนเอง เพื่อไม่ให้เป็นฐานที่มั่นของศัตรูสหรัฐฯ ซึ่งยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ปี 2568 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ละเลยภูมิภาคนี้มานาน เฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาใต้ สหรัฐฯ ยังประเมินว่า การโจมตีเวเนซุเอลาจะทำให้ประเทศอื่นในภูมิภาคคิดมากขึ้นในการที่จะเพิ่มการเกี่ยวพันกับจีน หรือทำการลดการพึ่งพาจีนเลยทีเดียว……โจทย์ที่ท้าทายสหรัฐฯ ต่อไปคือ สหรัฐฯ ต้องสร้างความรุ่งเรือง มั่งคั่ง และเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบของสหรัฐฯ ให้กับเวเนซุเอลา เพื่อเป็นต้นแบบให้ประเทศในอเมริกาใต้เห็นว่า หากกลับมาอยู่กับสหรัฐฯ ประเทศของตนจะมีเศรษฐกิจและการเมืองที่มีเสถียรภาพแบบเวเนซุเอลา โดยไม่ต้องใช้ไม้แข็งเช่นการถูกโจมตีจากสหรัฐฯ
ปานามาซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในอเมริกาใต้ จับสัญญาณจากสหรัฐฯ ได้ดี และดำเนินการลดอิทธิพลของจีนลงก่อนที่สหรัฐฯ จะโจมตีเวเนซุเอลา โดยเมื่อปลาย ธันวาคม 2568 รัฐบาลท้องถิ่นในปานามาสั่งทำลายอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนชาวจีนในเมือง Panama City ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณประตูทางเข้าคลองปานามา ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2547 และเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคลองปานามา แม้ไม่มีหลักฐานว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ปานามาก็ส่งสัญญาณไปถึงสหรัฐฯ ว่า ปานามาเลือกสหรัฐฯ มากกว่าจีน ซึ่งเมื่อโอกาสประธานาธิบดีทรัมป์ รับตำแหน่ง เมื่อ 20 มกราคม 2568 ได้ประกาศจะยึดแคนาดา ยึดคลองปานามา และยึดเกาะกรีนแลนด์ และต่อด้วยเมื่อกุมภาพันธ์ 2568 นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เยือนปานามา เพื่อให้ปานามาลดความใกล้ชิดกับจีน ซึ่งส่งผลให้ปานามาประกาศจะไม่ต่ออายุข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative -BRI) กับจีน
จีนยังน่าจะหัวเสียมากขึ้น เนื่องจากยุทธศาสตร์ลดการแทกแซงจากต่างชาติของสหรัฐฯ ในอเมริกาใต้ จะ ทำให้จีนอ่อนแอในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมทั้งในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ กลับยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น เพราะจะสามารถบริหารจัดการแหล่งพลังงานสำรองน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ซึ่งเปิดทางให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในเวเนซุเอลา พร้อมกับยืนยันว่าเป็นเงินลงทุนของภาคเอกชน ไม่ใช่ของรัฐบาล และจะนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลางวดแรก หลังการโจมตี จำนวน 30-50 พันล้านบาร์เรล เพื่อสร้างรายได้ให้กับเวเนซุเอลา
แม้จีนนำเข้าน้ำมันเพียงประมาณร้อยละ 4 จากเวเนซุเอลาของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด แต่จีนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะเวเนซุเอลาจ่ายหนี้ให้จีนเป็นน้ำมัน (ร้อยละ 80 ของการส่งออกทั้งหมด ส่งไปยังจีน) จากที่เวเนซุเอลาเป็นหนี้ช่วงปี 252543-2564 ที่จีนให้เงินเวเนซุเอลาไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ และโรงไฟฟ้า มากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมทั้งยังมีบริษัทพลังงานของจีนเข้าไปลงทุน ได้แก่ บริษัท China National Petroleum Corporation และบริษัท Sinopec รวมประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัท Morgan Stanley ระบุว่า เป็นมูลค่าลงทุนสูงสุดในกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ การค้า และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งตั้งแต่ปี 2543 จีนก็แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 หรือ 2 กับเวเนซุเอลา
ตามที่กล่าวมา …. แม้การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ทำให้จีนต้องหัวเสียอย่างมาก แต่จีนอาจต้องหัวเสียเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะประเทศในอเมริกาใต้จะเพิ่มการเข้าไปข้องเกี่ยวกับไต้หวันมากขึ้น ตามแนวทางของสหรัฐฯ แม้ที่ผ่านมา จีนใช้การให้ความช่วยเหลือด้านการลงทุน และการค้าที่ทำให้หลายประเทศในอเมริกาใต้เลือกอยู่ฝ่ายจีนเดียว เช่น ฮอนดูรัส โดมินิกัน คอสตาริกา และ อัล ซัลวาดอร์ …. และมูลค่าโครงการ BRI ที่มีรายงานเมื่อกลางปี 2568 ก็เริ่มชะลอตัวในการลงทุนในประเทศอเมริกาใต้ แม้จะมีประเทศเข้าร่วมโครงการ จำนวน 21 ประเทศ จะไปในทิศทางใด….
ส่วนกรอบการประชุมของจีนกับประเทศในภูมิภาค หรือ China-CELAC (Community of Latin American and Caribbean States) Forum จะช่วยให้จีนคงอิทธิพล หรือท้าทายสหรัฐฯ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ ได้หรือไม่…. เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง







