![]()

การประชุมระดับนานาชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ยังคงเป็นเวทีที่ประเทศมหาอำนาจใช้ประโยชน์เพื่อประกาศนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง ตลอดจนต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference ) ครั้งที่ 62 เมื่อ กลางกุมภาพันธ์ 2569 ที่เยอรมนี ก็เช่นกัน เป็นโอกาสให้อย่างน้อย 3 มหาอำนาจของโลก ได้แก่ ยุโรป จีน และสหรัฐฯ ได้แสดงมุมมองต่อ “ระเบียบโลก” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มนักรัฐศาสตร์ปัจจุบัน
บทความนี้จะสรุป 3 ประเด็นสำคัญจากการประชุมดังกล่าว และวิเคราะห์ว่ามหาอำนาจของโลกกำลังจะทำอะไรเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบที่เป็นผลดีต่อประโยชน์ของตนเอง รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยควรจะมีลักษณะอย่างไรในระเบียบโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ด้วย
ประเด็นแรก ความมั่นคงยุโรปในสภาพแวดล้อมที่กำลังล่มสลาย……
เยอรมนีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความมั่นคงระดับโลกที่เมืองมิวนิก เมื่อ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเป็นการประชุมสำคัญสำหรับกลุ่มประเทศยุโรป และอาจมีความสำคัญมากกว่าการประชุมปีอื่น ๆ เนื่องจากยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงของกลุ่มพันธมิตรโลกตะวันตกสั่นคลอนและอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนอกจากจะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้าในยุโรปแล้ว สหรัฐฯ ยังระบุในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ว่าจะให้ยุโรปรับผิดชอบความมั่นคงของตนเอง ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่เน้นนโยบาย America First ทำให้ยุโรป รวมทั้งเนโต ที่เคยเชื่อมั่นในแนวนโยบายของสหรัฐฯ ต้องทบทวนมุมมองและวิสัยทัศน์ต่อสภาพแวดล้อมโลกใหม่อีกครั้ง เพราะบทบาทของสหรัฐฯ ในยุโรปจะลดลงไป
เมื่อระเบียบโลกที่เคยมีสหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำประดันความมั่นคงกำลังจะล่มสลาย ไม่มีระบบพันธมิตรแบบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกต่อไป ยุโรปที่เผชิญทั้งภัยคุกคามภายในและอันตรายจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค จำเป็นต้องกระชับความร่วมมือภายในกันเอง และเปิดรับ “จีน” รวมทั้ง “สหราชอาณาจักร” เข้าไปเป็นอำนาจต่อรองในฐานะหุ้นส่วนด้านความมั่นคงใหม่ ที่อาจมีเยอรมนีและฝรั่งเศสตอกย้ำการเป็นผู้นำของภูมิภาคเพื่อควบคุมบรรยากาศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม บทบาทผู้นำของฝรั่งเศสและเยอรมนียังต้องรอให้สมาชิกสหภาพยุโรป (EU) รับรองเห็นพ้องด้วย เพื่อให้มีพลังอำนาจทางการทหารและงบประมาณมากพอที่จะแข็งแกร่งพอโดยที่ไม่มีสหรัฐฯ สนับสนุน
ประเด็นที่สอง จีน ยืนยันเสริมสร้างโลกหลายขั้วอำนาจ……
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนและสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ใช้การประชุมความมั่นคงมิวนิก เปิดรับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับทุกประเทศ พร้อมเสนอระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจที่ยังคงมีสหประชาชาติ (UN) เป็นศูนย์กลาง นับว่าจีนกลายเป็นผู้ปกป้องระเบียบโลกเดิมทั้งที่ประเทศตะวันตกเป็นผู้สร้างขึ้น ขณะที่นโยบายที่จีนต่อต้านเต็มกำลัง คือ การดำเนินนโยบายฝ่ายเดียว (unilateralism) และการใช้หลักการผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด (law of the jungle) เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นของรัฐมีแนวโน้มทำให้เกิดความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือ
จีนแสดงบทบาทเป็นผู้นำโลกด้านการรักษาธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการที่ดีเพื่อสันติภาพ แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนไม่ลืมที่จะกล่าวถึงแนวคิด Global Governance Initiative (GGI) ของรัฐบาลจีนที่เป็นเสาหลักในยุทธศาสตร์ของจีนปัจจุบัน และการที่จีนเน้นย้ำหลักคิดนี้อย่างต่อเนื่องในทุกเวทีการประชุมระหว่างประเทศ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของจีนกลายเป็นมหาอำนาจที่คาดการณ์ได้และมีนโยบายแน่วแน่ แตกต่างจากสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มีอำนาจปกครองประเทศในระยะแค่ 4 ปี
บทบาทของจีนในการประชุมความมั่นคงมิวนิกครั้งนี้อาจประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจให้ประเทศยุโรป ได้กลับไปทบทวนว่าจะร่วมมือกับจีนเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิมด้วยกัน หรือพร้อมจะอยู่ในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกที่เหมือนเครื่องบินตกหลุมอากาศ คาดการณ์ไม่ได้จากการเลือกเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่าทีของจีนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการโน้มน้าวให้ยุโรปเชื่อใจได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ยุโรปมีประสบการณ์เกี่ยวกับผลเสียที่ได้รับจากการขยายบทบาทของจีนในต่างประเทศ รวมทั้งยังคงหวาดระแวงหลักคิดเชิงยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการกลับไปเป็น “ศูนย์กลางของโลกที่ยิ่งใหญ่” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน
ยุโรปอาจต้องร่วมมือกับจีนเพื่อความอยู่รอดในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่มีความเสี่ยงสูงนี้ (transition period) จึงมีความเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับจีนจะมีการปรับปรุงให้อยู่ในระดับที่ร่วมมือกันได้ในมิติที่เป็นผลประโยชน์ร่วมมากขึ้น แต่จะยังไม่แน่นแฟ้นหรือใกล้ชิดเท่าความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ที่ดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงสอดคล้องกันมานานหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมแก้ไขวิกฤตนิวเคลียร์ที่คิวบาร่วมกันและสร้างอารยธรรมตะวันตกที่กำกับความมั่นคงของโลกมาอย่างยาวนาน
ประเด็นที่สาม สหรัฐฯ มองโลกอยู่ในยุคมหันตภัยที่หากจำเป็น..ก็ต้องเอาตัวรอดไปก่อน …….
ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากการประชุมนี้แตกต่างจากผู้แทนของจีน เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงวิสัยทัศน์แบบเดียวกันกับยุโรปว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วและวิธีการร่วมมือกันแบบเดิม ๆ ไม่สามารถค้ำประกันความมั่นคงของโลกตะวันตกไว้ได้ ดังนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องปรับวิธีการรักษาความอยู่รอดแบบใหม่ เช่นเดียวกันกับยุโรป ซึ่งสหรัฐฯ จะเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงและรับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ ตามวิธีการของสหรัฐฯ ต่อไป โดยไม่ได้ทอดทิ้งยุโรป แต่หากยุโรปไม่เห็นด้วยกับวิธีการและแนวทางของสหรัฐฯ ก็ต้องยอมรับว่า…มหาอำนาจทั้ง 2 อาจไม่ได้ “ร่วมทางกันอย่างใกล้ชิด” อีกต่อไป แต่สหรัฐฯ ก็ยังเชื่อว่า อารยธรรมตะวันตกที่ยิ่งใหญ่จะยังทำให้ 2 ฝ่ายมีจุดมุ่งหมายแบบเดียวกันได้ เพราะมีอุดมการณ์ รากฐานความเชื่อและจิตวิญญาณแบบเดียวกัน
สาเหตุที่ทำให้จุดยืนของผู้แทนจากสหรัฐฯ มุ่งมั่นและแน่วแน่มากกว่าปีอื่น ๆ ที่จะมีบรรยากาศประนีประนอมมากกว่านี้ อาจเป็นเพราะรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ มี “เวลา” จำกัดในการสร้างความเปลี่ยนแปลงตามความต้องการ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะผู้แทนจากพรรคเดโมแครตหรือคู่แข่งทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณต่อยุโรปหลังจากการประชุมแล้วว่า ประธานาธิบดีทรัมป์เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี เหมือนเป็นการแจ้งข่าวว่าอีกไม่นานนโยบายของสหรัฐฯ ต่อยุโรปก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม
สรุปมุมมองของ 3 มหาอำนาจโลกจากการประชุมครั้งนี้ ยุโรปกำลังปรับตัว จีนกำลังเสนอการสร้างระเบียบโลกใหม่ และสหรัฐฯ กำลังเอาตัวรอดเพื่อให้ได้เป็นที่ 1 ไม่ว่าสภาพแวดล้อมโลกจะเป็นอย่างไร ซึ่ง 3 มุมมองนี้จะมีผลต่อแนวทางนโยบายต่างประเทศของทั้ง 3 มหาอำนาจต่อประเทศต่าง ๆ อย่างแน่นอน
ดังนั้น ประเทศอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องติดตามนโยบายของมหาอำนาจเพื่อกำหนดมาตรการรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมที่จะเกิดขึ้น อาจต้องมี “กลยุทธ์ย่อย” ในการดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ เพราะยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบกว้าง ๆ ที่เผชิญข้อจำกัดจากการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และการจัดลำดับความสำคัญประเด็นความมั่นคงที่ไม่ชัดเจน อาจไม่สามารถใช้เป็นคำตอบในการเจรจากับมหาอำนาจได้ กลยุทธเดียวอาจไม่สามารถใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจที่มีมุมมองต่อความมั่นคงแตกต่างกันได้ และที่สำคัญอย่างมาก คือ ลงทุนและทุ่มเททรัพยากรต่าง ๆ เพื่อสร้างกลไกบูรณาการ (Integrated Mechanism) เพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และมีผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น







