![]()

เหตุการณ์สำคัญของโลกที่ยังเป็นปัจจัยกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คือ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งสงครามในยูเครนจากการปฏิบัติการพิเศษทางการทหารของรัสเซีย เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ครบรอบ 4 ปีและเข้าสู่ปีที่ 5 โดยยังมีรายงานเกี่ยวกับการโจมตีทางทหารที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยูเครน โดยเฉพาะการโจมตีด้วยโดรน การเจรจาสันติภาพที่ยังไม่บรรลุผล ความมั่นคงของยูเครนที่ยังไม่แน่นอน ขณะที่บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับประเทศตะวันตกยังมีแนวโน้มจะตึงเครียดและขัดแย้งมากขึ้น เพราะประเทศตะวันตก โดยเฉพาะในยุโรปและสมาชิกเนโต ไม่ไว้วางใจท่าทีของรัสเซีย แม้ว่าจะยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางแล้วก็ตาม
ขณะที่รัสเซียแม้เผชิญแรงกดดันอย่างรอบด้านจากนานาชาติ รวมทั้งอุปสรรคทางเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรจากประชาคมระหว่างประเทศ แต่ผู้นำรัสเซียยังไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายการผนวกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน ด้วยเหตุผลว่าต้องการสร้าง “ดินแดนกันชน” ที่รัสเซียควบคุมได้ ระหว่างมาตุภูมิของรัสเซียกับยุโรป ขณะที่ยูเครนก็ไม่ยอมเสียดินแดนที่ยืนยันว่าเป็นของตนเองให้กับรัสเซีย
สำหรับเหตุการณ์สำคัญในช่วงวันครบรอบ 4 ปีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้แก่
1) ยูเครนยังคงต้องการการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยประธานาธิบดียูเครนกล่าวขอบคุณสมาชิกสหประชาชาติ 107 ประเทศ รวมทั้งไทย ที่มีมติรับรองการค้ำประกันสันติภาพระยะยาวของยูเครน แม้ว่าสหรัฐฯ จะใช้สิทธิ์งดออกเสียงในมติดังกล่าว และมี 12 ประเทศคัดค้านมตินี้ รวมทั้งรัสเซีย พร้อมกันนี้ ผู้นำยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียว่ายูเครนพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส
2) รัสเซียไม่เปลี่ยนเป้าหมายการทำสงคราม พิจารณาจากท่าทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียที่กล่าวว่ายูเครนและพันธมิตรกำลังทำให้สถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและเสี่ยงอันตราย หากพยายามจะเอาชนะรัสเซีย พร้อมยืนยันว่ายูเครนเป็นฝ่ายโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญของรัสเซียจนได้รับความเสียหาย ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสันติภาพด้วย
3) องค์กรระหว่างประเทศ สหภาพยุโรป และกลุ่ม G7 ให้ความสำคัญกับสงครามยูเครน โดยสหภาพยุโรปให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อค้ำประกันความมั่นคงและเศรษฐกิจให้ยูเครนต่อไป อย่างน้อยก็พร้อมที่จะให้กู้ยืมงบประมาณช่วยเหลือจำนวน 106,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าฮังการีและสโลวะเกียจะยังคัดค้านอยู่ก็ตาม ด้านเลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งหยุดยิงโดยเร็ว และมีมุมมองว่าสงครามในยูเครนจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญร่วมกันของนานาชาติ เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและโลก ส่วนกลุ่ม G7 มีถ้อยแถลงย้ำว่าจะช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงพลังงาน และการตรวจสอบความปลอดภัยของโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
4) ประเทศต่าง ๆ อาจใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจกดดันรัสเซียมากขึ้น ปัจจุบันมีรายงานว่าสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศเพิ่มการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย เน้นไปที่การซื้อ-ขายพลังงานน้ำมันและอาวุธ ด้านเยอรมนีเปิดเผยว่าจะเจรจากับรัสเซียโดยตรงเพื่อโน้มน้าวให้ยุติสงครามในยูเครน โดยอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นข้อต่อรอง ควบคู่กับกดดันรัสเซียให้รับข้อเสนอ นอกจากนี้ ยังย้ำจุดยืนของเยอรมนีที่จะสนับสนุนความมั่นคงระยะยาวของยูเครนต่อไป
เมื่อพิจารณาจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งหลัก การเตรียมพร้อมเสริมกำลังทหารและอาวุธ รวมทั้งนานาชาติ ก็อาจประเมินได้ในระยะสั้นว่า สันติภาพในยูเครนจะยังไม่เกิดขึ้นได้เร็ว ๆ นี้ เพราะแม้ว่าจะมีการเจรจาที่สหรัฐฯ สนับสนุนและแสดงบทบาทนำอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ในระยะสั้นจะหันไปให้ความสนใจกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมากกว่า โดยเฉพาะการป้องปรามอิทธิพลและการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน เนื่องจากมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะสร้างผลงานได้เร็วกว่านั่นเอง ดังนั้น การเจรจาที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางจะยังดำเนินต่อไป แต่ผลลัพธ์ของการเจรจาในแต่ละครั้งอาจจำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษและตัวประกันทางการเมืองและการทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและแรงกดดันต่อรัฐบาล
ยูเครนเผชิญวิกฤตมากกว่ารัสเซียในหลายมิติ เนื่องจากพลเรือนจำนวนมากยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่สงคราม ขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากกรณีรัสเซียทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศ จนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานและอาหาร ดังนั้น ยูเครนจึงยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทั้งด้านการเยียวยาประชาชน การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ระบบเศรษฐกิจ และการทหาร ด้านรัสเซียยังคงมีขีดความสามารถด้านการทหารในการปฏิบัติการทางทหารในยูเครนระยะยาว เนื่องจากมีอาวุธมากเพียงพอต่อการรักษากองทัพในภาคตะวันออกของยูเครน ได้แก่ อากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธ ที่รัสเซียพัฒนาขึ้นใหม่ในช่วงสงคราม 4 ปีที่ผ่านมา
กรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อต่อไปตลอดปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะประเทศที่ต้องการร่วมมือกับรัสเซียต้องหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะทำให้เนโตมีโอกาสปะทะกับรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากยุโรปเริ่มปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงโดยเน้นไปที่การป้องกันและป้องปรามภัยคุกคามจากรัสเซียเป็นหลัก โดยใช้เครื่องมือทั้งการทหารและการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ดังนั้น สงครามรัสเซีย-ยูเครนมีความเสี่ยงที่จะขยายขอบเขตออกนอกยูเครน และฉากทัศน์ที่อันตรายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ “สงครามนิวเคลียร์”







