![]()

การประชุมสองสภาครั้งที่ 14 ที่กรุงปักกิ่ง จีน หรือการประชุมสำคัญทางการเมืองเพื่อวางแผนพัฒนา รวมทั้งเศรษฐกิจของจีนสิ้นสุดลง เมื่อ 12 มีนาคม 2569 ได้แก่ การประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมือง (Chinese People’s Political Consultative Conference–CPPCC) และการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress–NPC) มีการรับรองผลงานของรัฐบาล กำหนดนโยบายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป้าหมายในอนาคต และกำหนดกฎหมายใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนต่อไปในระยะ 5 ปี หรือปี 2569-2573 ดังนั้น การติดตามผลการประชุมสองสภาจึงบ่งชี้ทิศทางนโยบายสำคัญของจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหรือขยายความร่วมมือ
ผลการประชุมสองสภาสะท้อนว่ารัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับแรก สาเหตุสำคัญอาจเป็นผลจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จีนเผชิญอุปสรรคในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคในประเทศซบเซา นโยบายสหรัฐฯ และผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ทำให้รัฐบาลจีนต้องทบทวนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจ ไปเน้นการรักษาเสถียรภาพ แทนที่จะเน้นเรื่องการขยายอัตราการเติบโต เป็นผลให้จีนปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.5-5 จากเดิมจะอยู่ที่ร้อยละ 5 ขึ้นไป และเพิ่มการส่งเสริมอัตราการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการลงทุนในประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ ควอนตัมคอมพิวติ้งและพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางต่อเนื่องจากการประชุมสองสภาเมื่อปี 2567 ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เสนอหลักคิดการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ส่งออกให้สอดรับกับการพัฒนากำลังผลิตคุณภาพใหม่ (New Quality Productive Forces) และการยกระดับอุตสาหกรรมหลักด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีล้ำสมัย และค่านิยมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจีนจะยังคงให้ความสำคัญกับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี โดยรัฐบาลจะเพิ่มการลงทุนงบประมาณทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อขยายขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมทั้งพัฒนาคุณภาพประชากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบ ดังนั้น เทคโนโลยีจะกลายเป็น 1 ในยุทธศาสตร์สำคัญของจีน เริ่มจากแผนการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ “AI+” ในระบบการจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในประเทศ เช่น การคมนาคมขนส่ง การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การศึกษา และสาธารณสุข คาดว่าหากรัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในการใช้ระบบ AI+ ก็จะนำเสนอเป็นโมเดลหรือตัวอย่างเพื่อให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการตามหรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของจีน ทำให้จีนอยู่ในสถานะ “ผู้นำโลก” ด้านการนำ AI ไปปรับใช้ในระบบการบริหารจัดการการให้บริการภาครัฐ
เป้าหมายทางเศรษฐกิจของจีนส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ควบคู่กับใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อขยายโอกาสในการก้าวเป็นผู้นำโลก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนยังมีความเสี่ยงสูง เพราะประชาชนอาจยังไม่พร้อมเพิ่มอัตราการบริโภค และยังไม่มั่นใจว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวจะฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศได้
ส่วนในมิติด้านความมั่นคงทางสังคม การประชุมสองสภาในปีนี้มีประเด็นสำคัญ คือ การอนุมัติกฎหมายใหม่เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ ethnic unity ซึ่งปัจจุบันจีนมีกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศจำนวน 56 กลุ่ม ที่รัฐบาลจีนรับรอง โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้จะกำหนดให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องได้รับการศึกษาภาษาจีนแมนดาริน เป้าหมายเพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มีความรู้และทักษะเพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ หรือกีดกันออกจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจีนให้ทันสมัยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ดังกล่าว ตกเป็นประเด็นวิจารณ์จากกลุ่มนักปกป้องสิทธิชนกลุ่มน้อยและนักวิชาการมานุษยวิทยา ซึ่งมีมุมมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามที่จะควบคุมและบังคับให้กลุ่มชาติพันธุ์ถูกผสมกลืน (assimilation) เข้ากับวัฒนธรรมและภาษาของชาวจีนฮั่น ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ประมาณร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมด ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นให้ชาวจีนฮั่นไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย เช่น เขตประครองพิเศษทิเบตและซินเจียง แต่ไม่สำเร็จ จึงออกกฎหมายใหม่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายควบคุมประชากรชนกลุ่มน้อยแทน ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยืนยันว่าเป้าหมายของกฎหมายดังกล่าวจะส่งเสริมการพัฒนาประชาชนในประเทศให้ทันสมัยอย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศ โดยกำหนดสิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญ
3 ประเด็นสำคัญจากการประชุมสองสภาในปี 2569 นี้ อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจในประเทศ การก้าวเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี และการควบคุมความมั่นคงทางสังคม สำหรับไทย มีแนวทางการขยายความร่วมมือและการลงทุนกับจีนด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว จึงน่าจะสานต่อนโยบายและความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลจีนต่อไปได้อย่างราบรื่น ส่วนในมิติชนกลุ่มน้อยของจีนก็น่าติดตามเช่นกันว่ารัฐบาลจีนจะต้องการความร่วมมือจากไทย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยในจีนอย่างใกล้ชิดมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ไทยช่วยเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายหรือภัยคุกคามต่อจีน จากการที่จีนออกกฎหมายใหม่ที่อาจทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ในจีนตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางวัฒนธรรมมากขึ้น







