![]()
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 17 เมษายน 2569 ต่ออายุการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อรัสเซียออกไปอีก 30 วันหรือจนถึง 16 พฤษภาคม 2569 หลังจากการประกาศใช้หลังการผ่อนปรนรอบแรกหมดอายุเมื่อ 11 เมษายน 2569 โดยสหรัฐฯ จะอนุญาตให้รัสเซียขนส่งและจำหน่ายน้ำมันเฉพาะที่บรรทุกขึ้นเรือแล้วเสร็จก่อน 17 เมษายน 2569 ทั้งนี้ รัสเซียมีน้ำมันที่บรรทุกขึ้นเรือ และพร้อมจำหน่ายตามเงื่อนไขของการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรกว่า 100 ล้านบาร์เรล
สหรัฐฯ ต้องการให้มาตรการผ่อนปรนต่อรัสเซียช่วยรักษาเสถียรภาพช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในตลาดโลก ควบคู่ไปกับกดดันอิหร่านว่า ยังมีทางเลือกในการซื้อ-ขายน้ำมัน นอกจากพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็สะท้อนการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียว่า ทั้งที่สนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย และคว่ำบาตรพลังงานต่อรัสเซีย ด้วยการห้ามไม่ให้ประเทศต่าง ๆ ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย จากกรณีรัสเซียยังไม่หยุดรุกรานยูเครน แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้เป็นศัตรูอย่างสิ้นเชิง
รัสเซียจะมีรายได้เพิ่มจากการขายน้ำมัน ซึ่งจะเป็นการช่วยเศรษฐกิจรัสเซียขยายตัวไม่ค่อยสดใส เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการทำสงครามกับยูเครน โดยประธานาธิบดีรัสเซียยอมรับเมื่อ 18 เมษายน 2569 แล้วว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อ มกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 หดตัวลงแล้ว ร้อยละ 1.8 รวมทั้งผลผลิตด้านการผลิต การอุตสาหกรรม และการก่อห้างหดตัวอย่างมาก ทั้งนี้ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency-IEA) เปิดเผยว่า เมื่อ มีนาคม 2569 รัสเซียมีรายได้ที่จากการขายน้ำมัน 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากกุมภาพันธ์ 2569 ถึง 2 เท่า และคาดว่าใน พฤษภาคม 2569 จะขายได้ประมาณ 7.1 ล้านบาร์เรล/วัน จากที่ประมาณ 320,000 บาร์เรล/วัน เมื่อ กุมภาพันธ์ 2569
มาเลเซีย และบังกลาเทศเตรียมจะซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย โดยบริษัทปิโตรเลียมแห่งบังกลาเทศ (Bangladesh Petroleum Corporation-BPC) อยู่ระหว่างการเจรจา และต้องการน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 1 ล้านตัน โดยในระยะแรก BPC จะเริ่มนำเข้าน้ำมันดีเซลปริมาณ 100,000 ตัน ผ่านกระบวนการจัดซื้อ ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน ส่วนบริษัทพลังงานแห่งชาติ Petronas อาจเจรจากับรัสเซียเพื่อเสริมอุปทานน้ำมันสำหรับการบริโภคภายในประเทศด้วยเช่นกัน








