![]()

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับมาตรการห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีน โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นด้านห่วงกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับอุปกรณ์โทรคมนาคม ระบบ 5G ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ เทคโนโลยี AI โดรน และเซมิคอนดักเตอร์
ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ เมื่อ 17 กรกฎาคม 2569 ได้เห็นภาพข่าวนายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีนเพื่อร่วมงาน World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ หนึ่งในไฮไลท์ของงานนั้น คือการจัดแสดงความสามารถหลากหลายของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัทจีน อย่างเช่นหุ่นยนต์ต่อสู้ หุ่นยนต์เต้นรำ ไปจนถึงหุ่นยนต์ตำรวจ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีไทยก็ได้ใช้โอกาสการเยือนจีนนี้ไปพบผู้บริหารบริษัท AgiBot บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน ที่ได้เอาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สวมชุดไทยมากล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีเป็นภาษาไทย แล้วยังให้หุ่นยนต์โชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยให้นายกรัฐมนตรีดูด้วย
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) ……. เป็นอย่างไร
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แตกต่างจากหุ่นยนต์ทั่วไปตรงที่ว่าได้ถูกออกแบบให้มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ มีหัวเหมือนคน มีแขนขาไม่ต่างจากเรา สามารถเดินและเคลื่อนไหวร่างกายได้ทุกอิริยาบถเหมือนกับเรา สาเหตุที่เน้นออกแบบมาอย่างนั้น ก็เพื่อให้สามารถใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ได้
ก่อนหน้านี้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจถูกมองเป็นของเล่นราคาแพง ที่ยังห่างไกลจากการเอามาใช้งานให้เกิดประโยชน์จริง ๆ แต่ในตอนนี้ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตมนุษย์ ทั้งการเป็นแรงงานในโรงงาน เป็นคนรับใช้ในบ้าน เป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้า เป็นตำรวจตรวจตราการกระทำผิดกฎหมาย
คิดให้ไกลไปกว่านั้น……สามารถเป็นทหารออกรบแทนมนุษย์ได้ หรืออาจจะทำหน้าที่ได้ดีกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำจากความไม่กลัวหิว ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย
ภาพอนาคตแบบนั้นที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับนโยบายของจีนที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้นำโลกด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้ได้ สมรภูมินี้ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิของการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่จะฟาดฟันกันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย เราสามารถเทียบได้ว่า AI ก็เหมือนกับสมองของมนุษย์ ส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ก็คือการเอามันสมองนั้นเข้ามาอยู่ในร่างกายที่เหมือนกับมนุษย์
การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ก็เลยเหมือนกับการพัฒนามนุษย์ขึ้นมา ซึ่งสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เป็นทรัพยากรมนุษย์รูปแบบใหม่ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่หยุดพักไปซื้อกาแฟ ไม่ลาพักผ่อน ไม่ลาไปรับลูก ไม่มีสหภาพแรงงาน และสามารถเรียนรู้อัปสกีล รีสกิล ได้เรื่อย ๆ ผ่านการอัพเดตซอฟต์แวร์
นอกจาก Agibot ที่นายกรัฐมนตรีไทยไปเยี่ยมชม จีนยังมีบริษัทชั้นนำด้านฮิวแมนนอยด์อีกมาก เช่น Unitreeและ UBTech สถิติของทางการจีนระบุว่า มีบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สัญชาติจีนถึง 140 บริษัท และในปีนี้ บริษัทเหล่านี้ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 10,000 ตัว ไปยัง 90 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มีบริษัทชื่อคุ้นหูอย่าง Tesla เป็นผู้เล่นรายสำคัญ รวมทั้งบริษัทอื่น ๆ อย่าง Figure AI และ Apptronik
การแข่งขันของจีนกับสหรัฐฯ ในมิติของเทคโนโลยี (Tech War) ………
การแข่งขันของจีนกับสหรัฐฯ ในมิติของเทคโนโลยี (Tech War) จึงครอบคลุมครบทั้งการแข่งขันด้านสมอง (AI และเซมิคอนดักเตอร์) และด้านร่างกาย (หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์) ซึ่งดูเหมือนว่า จีนจะเดินไปได้เร็วกว่าในด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เมื่อดูจากตัวเลขการส่งออกที่บริษัทจีนทั้ง Agibot Unitree และ UBTech ครองตำแหน่งสามอันดับแรก ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า ในปี 2568 มีการใช้งานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพิ่มขึ้นประมาณ 16,000 ตัวทั่วโลก โดยบริษัทจีนครองสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของตลาดโลก
เหตุผลที่จีนทุ่มเทกับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถึงขั้นประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ นอกจากจะเพื่อแข่งขันด้านความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ก็คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยของจีน ที่จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ค่าแรงในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นจนไม่ได้มีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานอีกแล้ว
สหรัฐฯ ยังคงได้เปรียบด้าน AI ชิปประมวลผล และซอฟต์แวร์ ขณะที่จีนเริ่มได้เปรียบด้านการพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งทำให้สงครามเทคโนโลยี ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ตามคำกล่าวที่ว่า ผู้ใดครองเทคโนโลยี ผู้นั้นครองโลก และก็น่าคิดว่า ความได้เปรียบในการครองโลก ยิ่งจะมากขึ้นไปอีก ถ้าเทคโนโลยีที่ว่า สามารถเอามาใช้ในการทำสงครามตามรูปแบบ (conventional warfare) เหมือนที่ตอนนี้โดรนกลายเป็นปัจจัยสำคัญของสงคราม
AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ก็อาจเดินไปถึงจุดนั้นก็เป็นได้…….







