สหรัฐฯ ตั้งข้อหาชาวต่างชาติ 4 รายที่ลักลอบขนส่งชิ้นส่วนอาวุธจากอิหร่านให้กลุ่ม Houthi

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 22 ก.พ.67 ตั้งข้อหาชาวต่างชาติ 4 ราย (ถือบัตรประชาชนปากีสถาน) ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งชิ้นส่วนอาวุธ เฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธข้ามทวีปและขีปนาวุธร่อนจากอิหร่านให้กับกลุ่ม Houthi ในเยเมน ซึ่งถูกจับกุมบริเวณทะเลอาหรับ นอกชายฝั่งโซมาเลีย เมื่อ ม.ค.67 ได้แก่ นาย Muhammad Pahlawan นาย Mohammad Mazhar นาย Ghufran Ullah และนาย Izhar Muhammad ฐานความผิดให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับต้นทางและปลายทางของชิ้นส่วนอาวุธ โดยอ้างว่ามีต้นทางมาจากปากีสถาน และไม่ทราบว่าสินค้าภายในเรือคือชิ้นส่วนอาวุธ พร้อมทั้งตั้งข้อหาเพิ่มต่อนาย Pahlawan เกี่ยวกับการลักลอบขนส่งชิ้นส่วนขีปนาวุธ เนื่องจากเชื่อว่ารับหน้าที่กัปตันเรือ และเป็นผู้ติดต่อกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านผ่านสัญญาณดาวเทียม นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังย้ำว่า จะดำเนินมาตรการทางกฎหมายต่อบุคคลหรือกลุ่มที่จัดส่งอาวุธจากอิหร่านให้กลุ่ม Houthi และกลุ่มฮะมาส เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของสหรัฐฯ และพันธมิตร เฉพาะอย่างยิ่งในทะเลแดง

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาคนไทยและยากูซ่าญี่ปุ่นฐานนำวัสดุนิวเคลียร์จากเมียนมาส่งไปยังประเทศอื่น

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 22 ก.พ.67 ว่า อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหานายทาเคชิ เอบิซาวา หัวหน้าแก๊งยากูซ่าญี่ปุ่น และนายสมภพ สิงห์ศิริ ชายชาวไทย (อายุ 61 ปี/2567) ฐานสมคบคิดลักลอบขายวัสดุนิวเคลียร์ (Nuclear Material) จากเมียนมาไปยังประเทศอื่น เชื่อว่าเป็นอิหร่าน เพื่อนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากห้องตรวจปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยืนยันว่าวัสดุหินสีดำที่ยึดได้จากการจับกุมทั้งสองคนเป็นแร่ยูเรเนียมและพลูโตเนียม เกรดสำหรับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน อัยการสหรัฐฯ ยังกล่าวหาว่านายเอบิซาวาพยายามจัดหาอาวุธสงครามให้กับกองกำลังติดอาวุธในเมียนมา (ไม่ระบุกลุ่มแน่ชัด) ที่สำคัญเช่น ปืนไรเฟิลจู่โจม ปืนไรเฟิลซุ่มยิง และปืนกล ทั้งนี้ นายเอบิซาวาและนายสมภพ พร้อมด้วยคนไทยอีก 2 คน คือ นายสมภักดิ์ รักษ์สราณี และนายสุขสันต์ จุลนันท์ ถูกจับกุมที่ย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ในข้อหาค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ และฟอกเงินเมื่อ เม.ย.65

โครงการศึกษารถไฟรางเบา 2 โครงการในกัมพูชามีความคืบหน้าเชิงบวก

สำนักข่าว AKP ของทางการกัมพูชา รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 อ้างผลการประชุมระหว่างกระทรวงโยธาธิการและขนส่งกัมพูชา กับบริษัท China Metro Group ในวันเดียวกัน ถึงความคืบหน้าโครงการศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนารถไฟรางเบา 2 โครงการ จากท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์ กับเมืองเสียมราฐ จ.เสียมราฐ และจากท่าอากาศยานนานาขาติเตโช-ตาเขมา กับราชธานีพนมเปญ ว่ามีความคืบหน้าเชิงบวก ด้านนายเปง โปเนีย รัฐมนตรีโยธาธิการและขนส่งกัมพูชา กล่าวชื่นชมผลการศึกษาและความมุ่งมั่นที่บริษัท China Metro Group ต้องการส่งเสริมระบบรถไฟรางเบาในกัมพูชา

อินเดียและจีนเห็นพ้องจะรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวพรมแดนพิพาท

เว็บไซต์ The Hindu รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 อ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ว่า อินเดียและจีนเห็นพ้องที่จะรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวเส้นแบ่งพรมแดนชั่วคราวระหว่างอินเดียกับจีน (Line of Actual Control-LAC) ด้านตะวันออกของดินแดนสหภาพลาดักห์ และรักษาช่องทางการติดต่อสื่อสารทั้งในด้านการทหารและการทูตต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการหารือระดับผู้บัญชาการหน่วยทหารในพื้นที่ระหว่างอินเดียกับจีน ครั้งที่ 21 ที่ชายแดนเมือง Chushul-Moldo เมื่อ 19 ก.พ.67

ลาวแจ้งเตือนมีชาวจีนพยายามลักพาตัวนักเรียนในแขวงบ่อแก้ว (ตรงข้าม จ.เชียงราย)

สำนักข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 ว่า กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ประจำเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ลาว (ตรงข้าม จ.เชียงราย) ออกประกาศให้ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูโรงเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งภาครัฐและเอกชนในเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว แจ้งเตือนนักเรียนให้มีสติและเฝ้าระวังภัยการค้ามนุษย์ในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณถนนสาย A3 ณ บ้านปากเฮาเหนือ แขวงบ่อแก้ว หลังจากพบชาวจีนพยายามลักพาตัวนักเรียนลาวระดับประถมศึกษา เมื่อ 13 ก.พ.67 ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์และโจมตีชาวจีนในสื่อสังคมออนไลน์ลาว พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลลาวเร่งออกมาตรการแก้ไขและดำเนินคดีชาวจีนที่ทำผิดกฎหมาย

ทำไมสมรภูมิในพื้นที่ Rafah จึงสำคัญต่อฉนวนกาซา?

สถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในฉนวนกาซาที่เริ่มมาตั้งแต่ ตุลาคม 2567 ยังไม่มีสัญญาณว่าจะสิ้นสุดเร็ว ๆ นี้ แม้ว่านานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (United Nations) จะพยายามเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลชะลอหรือหยุดปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ที่มีพลเรือนชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่จำนวนมาก หรือยังไม่อพยพออกจากพื้นที่สงคราม (war zone) เนื่องจากความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 28,000 ราย ส่วนมากเป็นเยาวชน เด็ก และสตรี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด กองทัพอิสราเอลยกระดับปฏิบัติการโจมตีทางทหาร หรือปฏิบัติการ Swords of Iron ในฉนวนกาซามาโดยตลอด และยังไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมาย คือ “กวาดล้างกลุ่มฮะมาสไม่ให้สามารถกลับไปเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลได้อีก” เป้าหมายของผู้นำอิสราเอลดังกล่าว ทำให้อาจวิเคราะห์ความมุ่งหมาย (motivation) ได้ว่า กองทัพอิสราเอลจะไม่หยุดความเคลื่อนไหวทางการทหาร จนกว่าสมาชิกกลุ่มฮะมาสระดับสำคัญ ๆ จะถูกกำจัด หรือประกาศยอมแพ้ต่ออิสราเอล และ…จนถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือสหประชาชาติ ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจผู้นำอิสราเอลคนปัจจุบันได้ เพราะส่งผู้แทนไปเจรจากี่คนต่อกี่คน ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าอิสราเอลจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ต่อสถานการณ์ครั้งนี้ และยังคงเน้นย้ำกับชาวอิสราเอลว่าต้องดำเนินการปฏิบัติการ Swords of Iron ต่อไป เพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่คาดว่ายังมีชีวิตอยู่ในการควบคุมของกลุ่มฮะมาส และยังอยู่ในฉนวนกาซา พัฒนาการของปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอลมีตั้งแต่….การระดมโจมตีทางอากาศ การลาดตระเวนภาคพื้นดิน และขยายพื้นที่จากตอนเหนือของฉนวนกาซา…

เอสโตเนียจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 10 คน เตรียมก่อวินาศกรรมตามคําสั่งรัสเซีย

สำนักข่าว AP รายงานโดยอ้างแถลงการณ์ของหน่วยงานความมั่นคงภายในประเทศของเอสโตเนีย เมื่อ 20 ก.พ.67 ว่า ห้วง ธ.ค.66-ก.พ.67 เอสโตเนียสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อวินาศกรรมได้ 10 คน ซึ่งคาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับหน่วยรบพิเศษของรัสเซีย โดยผู้ต้องสงสัยกลุ่มดังกล่าวมีเป้าหมายก่อเหตุเพื่อสร้างความหวาดกลัว และสร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นในเอสโตเนีย และประเทศแถบบอลติก ปัจจุบัน ผู้ต้องสงสัยทั้ง 10 คนผู้ต้องสงสัยอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัวเพื่อรอผลการสอบสวนและดําเนินคดีทางอาญา โดยเอสโตเนียระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องสงสัยแต่ละคนมีบทบาทที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคําแนะนําจากผู้ดูแลชาวรัสเซีย บางคนมุ่งเน้นไปที่การรวบรวมข้อมูล ในขณะที่บางคนเป็นผู้วางแผนการโจมตี

จีนส่งกองกำลังติดตามการลาดตระเวนร่วมทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์บริเวณทะเลจีนใต้

        หนังสือพิมพ์ South China Morning Post  รายงานเมื่อ 20 ก.พ.67 อ้างแถลงการณ์ของกองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Southern Theatre Command) เมื่อ 19 ก.พ.67 ว่า PLA ได้ส่งกองกำลังทางเรือและทางอากาศเพื่อติดตามการลาดตระเวนร่วมทางอากาศระหว่างกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (PACAF) และกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ (PAF) บริเวณทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก เมื่อ 19 ก.พ.67 ภายใต้ความร่วมมือทางทะเล (Maritime Cooperative Activity-MCA) ครั้งที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ โดยจีนระบุว่า สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม และเฝ้าระวังในระดับสูง เพื่อปกป้องอธิปไตยของจีนและรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ทั้งนี้ ในห้วง ก.พ.67 สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมทางทหารแล้ว 2 ครั้งโดยครั้งแรกเมื่อ 9 ก.พ.67

เมียนมาเดินหน้าผลักดันกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร

สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 ว่า รัฐบาลเมียนมาเดินหน้าผลักดันกฎหมายการเกณฑ์ทหาร (People’s Military Service Law) ที่ประกาศใช้เมื่อ 10 ก.พ.67 โดยเริ่มแจกจ่ายแผ่นพับประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ กับทั้งมีเอกสารรั่วไหลออกมาว่าอยู่ระหว่างจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเนปีดอและภาคย่างกุ้ง การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัวการถูกเรียกเกณฑ์ทหารและหาทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น เป้าหมายหลักคือไทย ซึ่งพบว่าชาวเมียนมายื่นคำร้องขอวีซ่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนต้องจำกัดจำนวนผู้เข้ารับบริการอยู่ที่วันละ 400 คน ขณะที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยคัดค้านกฎหมายดังกล่าวและมองว่าจะยิ่งกระตุ้นให้ความขัดแย้งในเมียนมารุนแรงขึ้น โดยสหภาพแห่งชนชาติกะเหรี่ยง เห็นว่ากฎหมายนี้ใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเรียกเกณฑ์พลเพื่อทำสงครามในประเทศแทนที่จะใช้ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก ส่วนสภากอบกู้รัฐฉาน เรียกเกณฑ์พลอายุระหว่าง 18-45 ปี เพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมหากมีการสู้รบ อนึ่ง กฎหมายการเกณฑ์ทหารบังคับใช้กับพลเมืองชายอายุระหว่าง 18-35 ปี และหญิงอายุระหว่าง 18-27 ปี กับทั้งบ่งชี้ว่ากองทัพเมียนมากำลังขาดแคลนกำลังพล หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อต้น ก.พ.67 ได้เรียกเกณฑ์ทหารผ่านศึกให้กลับเข้าประจำการในแนวหน้า

อาเซียนฝึกอบรมบุคลากรด้านการพัฒนาโครงการในภูมิภาค

        หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 ว่า สำนักเลขาธิการอาเซียนและกระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมา เป็นเจ้าภาพร่วมจัดฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาโครงการของอาเซียน (ASEAN Project Development) ระหว่าง 20-22 ก.พ.67 ที่กรุงเนปยีดอ เมียนมา โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรม จำนวน 100 คน มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของประเทศในภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชา ลาว และเมียนมา สำหรับการริเริ่มโครงการความร่วมมือ การกำหนดแม่แบบข้อเสนอโครงการ การกำหนดผลลัพธ์ของโครงการ และการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล พลังงานทดแทน และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)