เวียดนามคาดหวังว่าการเยือนของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะกระชับความร่วมมือทวิภาคี

  สำนักข่าว Vietnam Plus รายงานเมื่อ 28 ม.ค.67 อ้างคำกล่าวของนาย Lai Thai Binh เอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงมะนิลา ว่า การเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ระหว่าง 29-30 ม.ค.67 จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2549 รวมทั้งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียนต่อประเด็นความมั่นคงในโลกและในภูมิภาค อาทิ สถานการณ์เมียนมาและทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) และยังส่งเสริมความร่วมมือทางทะเลที่มีอยู่ พร้อมกับขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ครอบคลุมการปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากภัยธรรมชาติ การปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศคาดหวังบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทปษ.ความมั่นคงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบหารือกับ รมว.กต.จีน

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 27 ม.ค.67 ว่า นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 26-27 ม.ค.67 ใช้เวลาหารือนานกว่า 12 ชั่วโมงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีจีน เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนพัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรง กับทั้งยินดีต่อการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญคือ การฟื้นฟูการเจรจาด้านการทหาร การจัดตั้งคณะทำงานต่อต้านยาเสพติดใน 30 ม.ค.67 และการจัดประชุมเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใน มี.ค.-พ.ค.67 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือกันในประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ อาทิ วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้จีนกดดันอิหร่านให้ยุติการสนับสนุนการโจมตีของกลุ่ม Houthi ในทะเลแดง ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ข้อพิพาททะเลจีนใต้ ข้อพิพาทช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา

อิรักกับสหรัฐฯ ตกลงจะเริ่มหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรออกจากอิรัก

สำนักข่าว Al Jazeera และ Iraqi News รายงานอ้างแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)อิรัก เมื่อ 25 ม.ค.67 ว่า อิรักกับสหรัฐฯ ตกลงให้คณะกรรมาธิการทหารระดับสูง (Higher Military Commission-HMC) ระหว่างสองฝ่าย ร่วมกันประเมินภัยคุกคามจากกลุ่ม Islamic State (IS) ในอิรัก ก่อนจะเริ่มหารือเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรนานาชาติที่ยังประจำการในอิรัก เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ปรึกษาทางทหารและฝึกอบรมด้านต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงด้านยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพอิรัก หลังจากกองกำลังดังกล่าวเข้ามาช่วยรัฐบาลอิรักปราบปรามกลุ่ม IS ตั้งแต่ปี 2557 และปราบปรามได้สำเร็จเมื่อปี 2560 ทั้งนี้ กต.อิรักระบุว่า การถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตร จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกรอบเวลาที่จะกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากสหรัฐฯ เกรงว่าการถอนกองกำลังทั้งหมดโดยทันที จะทำให้เกิดสุญญากาศด้านความมั่นคงและปลอดภัยในอิรัก โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายห่างไกลที่ยังมีข่ายงานฝังตัว (sleeper cells) ของกลุ่ม IS เข้าไปเคลื่อนไหวและหลบซ่อน คาดว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของอิรักและสหรัฐฯ มีปัจจัยมาจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักซึ่งเป็นแนวร่วมของอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรในภูมิภาค ยกระดับการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก มากขึ้นและต่อเนื่อง นับจากเกิดสงครามในฉนวนกาซา โดยกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวอ้างก่อเหตุโจมตี เพื่อแสดงการสนับสนุนกลุ่มฮะมาส…

สิงคโปร์ไม่กังวลกรณีมาเลเซียจะตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงประเด็นเกาะ Pedra Branca

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงเมื่อ 25 ม.ค.67 ถึงกรณีที่มาเลเซียจะตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงการขอยุติการดำเนินคดีต่อสิงคโปร์ประเด็นเกาะ Pedra Branca โดยระบุว่า เป็นเรื่องภายในของมาเลเซีย และจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งระบุด้วยว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court  of Justice – ICJ) ตัดสินให้สิงคโปร์มีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Pedra Branca และให้มาเลเซียมีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Middle Rocks และ South Ledge ซึ่งทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียได้ประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมรับและปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลซึ่งเป็นที่สิ้นสุด ตั้งแต่ปี 2551 ทั้งนี้ มาเลเซียจึงยื่นคำร้องให้ ICJ ทบทวนคำตัดสิน เมื่อปี 2557 แต่ต่อมารัฐบาลตุน มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีถอนคำร้อง

นรม.กาตาร์ ผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล สหรัฐฯ และอียิปต์ จะพบหารือเพื่อเจรจาปล่อยตัวประกันครั้งใหม่

  สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยไม่ระบุประเทศว่า เชค มุฮัมมัด บินอับดุรเราะห์มาน อาลษานี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ นาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) นายวิลเลียม เบิร์นส ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ (CIA) และนาย Abbas Kamel ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ จะพบหารือกันที่ประเทศในยุโรป (คาดว่าเป็นฝรั่งเศส) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เกี่ยวกับการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮะมาสควบคุมตัวในฉนวนกาซาประมาณ 132 คน แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การเจราจาครั้งใหม่นี้ จะมีการพิจารณาเงื่อนไขใดในการปล่อยตัวประกัน ทั้งนี้ ผู้แทนจากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว มีส่วนร่วมผลักดันการเจรจาเพื่อหยุดยิงและปล่อยตัวประกันรอบแรกได้สำเร็จ เมื่อ พ.ย.66 ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักและไม่มีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏข่าวสารว่าอิสราเอลเสนอเงื่อนไขครั้งล่าสุด ว่าจะหยุดยิงชั่วคราว 2 เดือน แลกกับการปล่อยตัวประกันที่เหลือ โดยเริ่มจากการปล่อยตัวประกันสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีปัญหาสุขภาพเป็นกลุ่มแรก ส่วนทหารอิสราเอลจะเป็นกลุ่มสุดท้าย

The Intelligence Weekly Review 28/01/2024

The Intelligence Weekly Review นำเสนอความเคลื่อนไหวประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นรอบโลกในแต่ละภูมิภาคให้ท่านผู้ฟังรู้ทันเหตุการณ์ เห็นความสำคัญ และนำมุมมองของเราไปใช้ประโยชน์กันต่อไป

เมื่อโลกอยู่ยากเพราะวิกฤติสภาพอากาศ: ความคิดสร้างสรรค์ต้องมีเพื่อเอาตัวรอด

การเริ่มต้นปีใหม่ในเดือนมกราคม 2567 ด้วยข่าวแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น อุณหภูมิติดลบมาก ๆ ในหลายพื้นที่แถบเอเชียตะวันออก ต่อด้วยข่าวดินถล่มในโคลอมเบีย รวมทั้งอุทกภัยในหลายจังหวัดทางใต้ของไทย เป็นสิ่งย้ำเตือนชาวโลกอีกครั้งถึงความน่าหวาดหวั่นของภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยที่เกี่ยวเนื่องกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยในช่วงกว่า 10 เดือนที่เหลือของปี 2567

ปัญญาประดิษฐ์ส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI)กำลังเปลี่ยนแปลงโลกในหลาย ๆ ด้าน โดยนอกจาก เปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนการทำงาน หรือเปลี่ยนวิธีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์แล้ว พัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ก็ยังส่งผลอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน ในบทความนี้จะสำรวจผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลที่จะตามมา ผลกระทบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการปฏิวัติวิธีที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม ตัวอย่างเช่น ระบบเฝ้าระวังการก่อการร้ายที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ สามารถเฝ้าตรวจและแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ และทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ก่อนที่จะเกิดการโจมตี ปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถช่วยตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์และป้องกันการโจมตีเหล่านั้น ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถมีบทบาทด้านการทูตและการเจรจาต่อรอง ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและระบุรูปแบบ จะช่วยนักการทูตและนักเจรจาต่อรองในการตัดสินใจได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยระบุผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของการเจรจา และช่วยเป็นแนวทางในการตัดสินใจ สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเจรจาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายและหลายประเด็น ….อีกทั้งปัญญาประดิษฐ์ยังอาจมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบการซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถช่วยคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับนโยบายของตนให้สอดคล้องกันได้ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความมั่นคงได้ ผลกระทบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ……ผลกระทบต่อโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยให้ซัพพลายเชนทำงานอัตโนมัติ ลดต้นทุนการผลิต และทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การเติบโตทางการค้าและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม…

Talented workers ทุนมนุษย์ที่ต้องสร้างและแย่งชิง

ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence :AI) หุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติ จะเข้ามาแทนที่และแย่งงานจากแรงงานมนุษย์ ข่าวสารความต้องการ “คนเก่ง” ที่เป็นแรงงานทักษะสูงที่มีคุณภาพ เปี่ยมไปด้วยความสามารถ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า Talent ของประเทศต่าง ๆ ก็ปรากฏให้เห็นเป็นระยะและดูจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เห็นได้จากการประกาศมาตรการจูงใจ พร้อมกับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้เหล่าคนเก่งเข้ามาทำงาน จนทำให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันแย่งชิงแรงงานกลุ่มดังกล่าวระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั้งโซนตะวันตกและเอเชีย เช่น ยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึงไทย และมีแนวโน้มจะดุเดือดขึ้นจนอาจกลายเป็น war for talent โดยเฉพาะในสาขาที่ขาดแคลน        อัตราการเกิดที่ลดลงในหลายประเทศจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเข้ามาเป็นทางเลือกและเริ่มจะกลายเป็นแรงงานหลักในบางวิชาชีพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ตามกระแสเทคโนโลยีพลิกผัน ตลอดจนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในเชิงเศรษฐกิจ และเพิ่มความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมต้องพลิกและผันตัวเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยการดึง “คนเก่ง” ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนในชาติที่ไปอยู่ต่างประเทศ เข้ามาร่วมขับเคลื่อน ฉวยและสร้างโอกาสใหม่…

ที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐฯ จะเดินทางมาพบหารือกับ รมว.กต.จีนที่อยู่ระหว่างการเยือนไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อ  26 ม.ค.67 ว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เยือนไทย ระหว่าง 26-29 ม.ค.67 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายสาขา อาทิ การค้า การลงทุน ความมั่นคง วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยมีกำหนดพบหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การเข้าร่วมประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทย-จีน ครั้งที่ 1 และลงนามความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและ หนังสือเดินทางราชการ ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า นายหวัง อี้ จะหารือกับนาย Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงสหรัฐฯ ที่จะเดินทางมาพบที่ไทย ระหว่าง 26-27 ม.ค.67 โดยระบุว่า เป็นการสานต่อคำมั่นที่ผู้นำของสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการประชุมสุดยอดที่สหรัฐฯ เมื่อ พ.ย.66 ที่จะคงการสื่อสารและบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งนี้ ปรากฏรายงานข่าวสารว่า ประเด็นหารือหลักจะเกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลแดงและประเด็นไต้หวัน เฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้จีนดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเจรจากับอิหร่านให้ระงับการสนับสนุนด้านอาวุธแก่กลุ่มกบฏ Houthi เพื่อไม่ให้สถานการณ์ในทะเลแดงลุกลามบานปลาย ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าประมาณร้อยละ 15 ของโลกใช้เส้นทางขนส่งผ่านทะเลแดง อาทิ…