กาตาร์จะช่วยเจรจากรณีการช่วยเหลือตัวประกัน

รายงานข่าวเพิ่มขึ้นกรณีการช่วยเหลือตัวประกันกรณีที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสตั้งแต่ 7 ต.ค.66 จนมีการจับตัวประกันของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าอียิปต์จะช่วยในกรณีนี้ แต่เมื่อ 9 ต.ค.66 สื่อต่างประเทศรายงานว่า กาตาร์กำลังเจรจากับกลุ่มฮะมาสและอิสราเอล เพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งและช่วยเหลือตัวประกัน โดยมีการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่แต่ละฝ่ายจับกุมไว้ อย่างไรก็ดี อิสราเอลปฏิเสธว่ายังไม่มีการเจรจา เกิดขึ้น

สหรัฐอเมริกาเผชิญการชุมนุมประท้วงระหว่างกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์กับกลุ่มสนับสนุนอิสราเอล

เป็นที่รู้ ๆ กันว่าชาวอเมริกันเชื้อสายยิวในสหรัฐอเมริกา มีอิทธิพลทางการเมือง และเศรษฐกิจมากพอตัวทีเดียว ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวในสหรัฐอเมริกามีประมาณร้อยละ 2.4  หรือ 7.5 ล้านคน ของประชากรทั้งหมดที่มีกว่า 300 ล้านคน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ที่อพยพไปสหรัฐอเมริกา และสืบเชื้อสายมีประมาณ 170,000 ราย  ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์การสู้รบและการปะทะระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค.66 และยังต่อเนื่องอยู่จนถึงขณะนี้ (11 ต.ค.66) ทำให้ชาวอเมริกันที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแย้ง และเป็นประเด็นการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา

ความรุนแรงในฉนวนกาซาและอิสราเอลตึงเครียดขึ้น และเสี่ยงขยายตัว

สถานการณ์การปะทะและสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอล (Israel Defense Forces) กับกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาและพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอลในปัจจุบัน (11 ต.ค.66) ยังคงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ที่มีปฏิบัติการทางการทหารระหว่างกัน โดยระดับความตึงเครียดเพิ่มขึ้น เนื่องจากอิสราเอลเตรียมความพร้อมจะปฏิบัติการทางการทหารภาคพื้นดิน จากการระดมกำลังเสริมมากกว่า 300,000 นาย เป้าหมายเพื่อปิดล้อมฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ (Complete Siege) และทำลายศักยภาพทางการทหารของกลุ่มฮะมาส

เมืองไทยยังน่าอยู่เสมอ

ขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างฮามาสกับอิสราเอลยังดำเนินต่อไป..ณ วันนี้มีคนไทยในอิสราเอลเสียชีวิตไปแล้ว 18 ราย ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย บาดเจ็บอีกเป็นสิบ มีผู้ลงทะเบียนกับสถานทูตขอเดินทางกลับไทยแล้วกว่า 3,000 คน ความช่วยเหลือยังดำเนินไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากการเดินทางยังไม่เป็นปกติ วันนี้ขอพักรบเรื่องราวความขัดแย้งอาหรับ-อิสราเอลไว้ก่อน ขอส่งกำลังใจให้คนไทยที่นั่นทุกคนปลอดภัย ไม่ว่าจะตัดสินใจกลับไทยหรืออยู่ต่อรวมทั้งเอาใจช่วยเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือคนไทยได้สำเร็จตามแผน

The Intelligence Update Exclusive : ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส

วันนี้ วันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2566 เวลา 19.30 น. พบกับรายการ The Intelligence Update Exclusive วันนี้เราได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมพูดคุยเรื่อง “ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส”

ไขข้อข้องใจ Soft power ใหม่ แฟชั่นเวียดนาม ทำไมถึงได้รับความนิยมทั่วโลก?

รู้หรือไม่ ปัจจุบันเวียดนามกลายเป็นตลาดที่ดึงดูด “Fast Fashion” มากที่สุดในอาเซียน และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นี้กระแสแฟชั่นเวียดนามยังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับกระแสแฟชั่นเกาหลีใต้ที่ครองตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่าร้านเสื้อผ้าออนไลน์หลายร้านในไทยนำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าของเวียดนามจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่ผลิตสื่อเนื้อหาเกี่ยวกับการไปซื้อเสื้อผ้าที่เวียดนามแบบเหมาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมถึงคอนเทนต์ Unboxing เสื้อผ้าจากเวียดนาม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมและเกิดเป็นกระแสไวรัล ไม่ใช่เพียงแค่ในไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกด้วย กล่าวได้ว่าแฟชั่นกำลังกลายเป็น Soft power ใหม่ของเวียดนาม และยังส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว จุดเริ่มต้นความนิยม Fast Fashion ในเวียดนาม เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 เวียดนามเป็นประเทศที่มีแบรนด์ต่างชาติ เช่น ZARA H&M และ Uniqlo เข้ามาขยายสาขาและจ้างแรงงานผลิตสินค้า เนื่องจากแรงงานเวียดนามมีมาตรฐานที่ค่อนข้างดี ขณะที่ค่าจ้างก็ราคาถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ย่านการค้าในเวียดนาม เช่น โฮจิมินห์ จึงเต็มไปด้วยแบรนด์สัญชาติต่าง ๆ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสิ่งทอในเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถผันตัวเองจาก “ประเทศฐานการผลิต” สู่ “ประเทศผู้ผลิตและส่งออก” ได้ ปัจจัยที่ทำให้กระแสแฟชั่นเวียดนามได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่…

วิกฤตมนุษยธรรมระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน: เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค

ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่คุกรุ่นจากการปะทะกันมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) กลายมาเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาคมโลกมากขึ้นในขณะนี้ หลังจากเมื่อ 19 กันยายน 2566 ที่อาร์เซอร์ไบจานเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัคอีกครั้ง พื้นที่ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ อยู่ทางตอนเหนือของอิหร่าน และทางตอนใต้ของรัสเซีย โดยในช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลายและได้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานขึ้นเมื่อพ.ศ. 2534 พื้นที่ดังกล่าวก็ได้รับการรับรองจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน แม้ว่าแท้จริงแล้ว ประชากรส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายอาร์เมเนียและมีการบริหารพื้นที่ประหนึ่งเป็นรัฐเอกราชโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายอาร์เมเนียก็ตาม โดยพวกเขาจะเรียกตนเองว่าสาธารณรัฐอาร์ตซัค (Republic of Artsakh) จากนั้นมาพลเมืองในพื้นที่และรัฐบาลอาเซอร์ไบจานต่างฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้ จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นเรื่อยมา การกระทบกระทั่งกันระหว่างอาร์เซอร์ไบจานและอาร์เมเนียเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนขยายกลายเป็นสงครามนั้นก็เกิดขึ้นในปี 2563 ในครั้งนั้น สงครามระหว่างอาเซอร์ไบจานกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนชาวอาร์เมเนียได้ดำเนินไปเป็นเวลา 44 วัน จบลงด้วยชัยชนะของอาเซอร์ไบจานที่ได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากตุรกี หลังจากนั้นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานก็ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงโดยมีรัสเซียเป็นคนกลางในการเจรจา หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อตกลงคือ การให้หลักประกันความมั่นคงบริเวณระเบียงลาชิน (Lachin corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางบกทางเดียวที่เชื่อมต่อจากอาร์เมเนียเข้าไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค โดยทหารรัสเซียเป็นผู้รักษาสันติภาพรับผิดชอบบริเวณเส้นทางนี้ แต่ทว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวถูกละเมิดอยู่หลายครั้งโดยทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็กล่าวหากันและกันว่าทำการโจมตีอย่างหนักต่อพลเรือนในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค และทำให้เกิดการปะทะรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งเมื่อ ธันวาคม 2565 อาเซอร์ไบจานเริ่มปิดล้อมถนนบริเวณระเบียงลาชิน ที่เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่ดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้การเดินทางเข้าออกพื้นที่ระหว่างอาร์เมเนียกับนากอร์โน-คาราบัค เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้นเผชิญกับสภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เชื้อเพลิง รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จนนานาประเทศหวั่นว่าจะกลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม และอาจรวมถึงการเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย เพราะการปิดกั้นเส้นทางจากอาร์เมเนียไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค…

พลังของพ่อค้าคนกลางในระบบการค้าแบบ ESG

“การขายของ” เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค แต่ด้วยความใหญ่โตของสังคมที่มีความซับซ้อน และมีการบริโภคที่กว้างไกล ทำให้เกิดกระบวนการค้าขายที่มีมากกว่าผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้แก่ การเกิดขึ้นของบทบาทผู้ให้บริการทางการขาย และการขนส่ง ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างการแลกเปลี่ยนสินค้าและค่าใช้จ่าย เป็นการบริการที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “พ่อค้าคนกลาง” และยิ่งเส้นทางการส่งสินค้านั้นยาวไกล หรือมีขั้นตอนและการจัดการที่ซับซ้อนมากขึ้นเท่าไหร่ พ่อค้าคนกลางจะยิ่งมีมากขึ้น และแน่นอนว่าทุกอาชีพจะต้องการค่าตอบแทนซึ่งมาจากการบริการจัดหา จัดส่ง เสนอขาย ดูแลสินค้าจนถึงมือผู้บริโภค ทำให้สินค้ามีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จึงไม่สามารถรักษาระดับราคาสินค้าให้คงที่เท่ากับราคาสินค้าจากผู้ผลิตได้ การสร้างรายได้ของ “พ่อค้าคนกลาง” ก็ไม่ต่างจากผู้ลงทุน (Trader) ในการอาศัยส่วนต่างทางการเงินในการสร้างผลกำไร พ่อค้าคนกลางสร้างรายได้จากความต่างของราคาสินค้าจากผู้ผลิตและราคาขายให้กับลูกค้า ดังนั้น ค่าตอบแทนที่จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการกดราคาผู้ผลิต และการเพิ่มราคาสินค้ากับผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระราคาสินค้าราคาสูง และด้านผู้ผลิต กระบวนการนี้ทักจะทำให้เกิดการแข่งขันกันในการลดต้นทุนการผลิต จนทำให้สินค้าคุณภาพแย่ลงหรือต้องอาศัยการผลิตจำนวนมาก ……นั่นทำให้ “พ่อค้าคนกลาง” กลายเป็นผู้ร้ายที่มีอำนาจในตลาดและคอยเอาเปรียบคนอื่นทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญจากการล่วงรู้ข้อมูลในการผลิตและปกปิดข้อมูลบางส่วนเพื่อการค้า จึงไม่แปลกว่า อาชีพค้าขายออนไลน์แบบซื้อมาขายไป จึงเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงและเป็นที่นิยมของกลุ่มคนยุคใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนของกลไกของ “พ่อค้าคนกลาง” นั่นคือ “ผลผลิตทางการเกษตร” ที่ต้องเห็นเกษตรกรออกมาเทผลไม้ทิ้งเพื่อประท้วงราคาตก แต่ราคาผลไม้ในตลาดยังคงมีราคาสูงอยู่เสมอไม่เป็นไปตามอุปทาน ส่วนอุปสงค์ที่จะซื้อสินค้าในฤดูกาลกลับสูงมากแม้จะมีผลผลิตล้นตลาดก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ชนิดหรือพันธุ์ที่ถูกนำมาขายก็มีเพียงไม่กี่ชนิด จากการสำรวจตลาดพบว่า ความหลากหลายของผักที่นำมาใช้ประกอบอาหารมีประมาณ 40%…

ราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส

ราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นผลจากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสที่รุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ปัจจุบัน (10 ต.ค.66) ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับเพิ่มขึ้น 2.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อยู่ที่ 86.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบส่งมอบล่วงหน้าในตลาดสหรัฐอเมริกาปรับราคาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าอิสราเอลจะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพรวมความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ และอิสราเอลยังเป็นประเทศที่ตั้งโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา บริเวณทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งต้องปิดทำการลงชั่วคราว เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากฉนวนกาซา ส่วนโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งของอิสราเอลยังคงเปิดทำการได้ตามปกติ นอกจากนี้ อิสราเอลยืนยันว่าประเทศยังมีพลังงานสำรองมากเพียงพอเพื่อใช้ในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แนวโน้มราคาน้ำมันโลกจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นในระดับร้อยละ 4-5 หากสถานการณ์สู้รบครั้งนี้ยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าการสู้รบที่ยืดเยื้อจะทำให้ความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ หากมีการกล่าวโทษและกดดันอิหร่านว่าสนับสนุนกลุ่มฮะมาส ซึ่งอาจตามด้วยมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติม หรือการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุสที่เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของตะวันออกกลาง ก็จะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกที่อาจไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ที่ผ่านมา ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก เพราะเป็นภูมิภาคที่มีประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่แล้ว เพราะประเทศผู้ผลิตน้ำมัน หรือ OPEC เพิ่งจัดการประชุมไปเมื่อต้นตุลาคม 2566 และหลายประเทศยืนยันแผนการควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อพยุงราคาให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ ปัจจุบันแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญยังไม่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ดังนั้น แม้การสู้รบยืดเยื้อก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันโลกเพียงเล็กน้อย จนถึงตอนนี้ อิหร่านปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการวางแผนโจมตี หรือปฏิบัติการ Al-Aqsa Flood ของกลุ่มฮะมาส แม้จะเคยมีรายงานว่าอิหร่านให้การสนับสนุนความเคลื่อนไหวและอาวุธกับกลุ่มฮะมาสมาโดยตลอด…

OPEC คาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในระยะยาวจะยังคงเพิ่มขึ้น

เว็บไซต์ Oil and Gas Journal อ้างรายงาน World Oil Outlook ของ OPEC เมื่อ 10 ต.ค.66 คาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในระยะยาวจะเพิ่มขึ้นจากวันละ 99.6 ล้านบาร์เรล เมื่อปี 2565 เป็นวันละ 116 ล้านบาร์เรล ในปี 2588 ปัจจัยหลักมาจากภาคการขนส่งทางบก การบิน และปิโตรเคมี ที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดย OPEC ประเมินว่าระหว่างปี 2565 ถึง 2588 อินเดียจะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นมากที่สุด เฉลี่ยวันละ 6.6 ล้านบาร์เรล รองลงมาคือจีน ประมาณวันละ 4 ล้านบาร์เรล ขณะที่การใช้ถ่านหินจะลดลง เนื่องจากนโยบายพลังงานของประเทศต่างๆ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 2.7 เมื่อปี 2565 เป็นร้อยละ 11.7 ในปี 2588 อย่างไรก็ตาม น้ำมันจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนการใช้มากที่สุด…