ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 22 ก.พ.68 ปลดพลอากาศเอก Charles Quinton Brown Jr. ออกจากตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ (Chairman of the Joint Chiefs of Staff) และแต่งตั้งพลอากาศเอก Dan Caine เป็นประธานคณะเสนาธิการร่วมคนใหม่แทน ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ขอบคุณการปฏิบัติหน้าที่ของพลเอก Charles Quinton Brown Jr. ตลอดมากกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ด้านพลอากาศเอก Dan Caine เป็นนักบิน บ. F-16 และเคยปฏิบัติงานร่วมกับ สนง.ข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) อย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีผลงานสำคัญในช่วงการปราบปรามกลุ่ม Islamic State (IS) สำหรับตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ เป็นตำแหน่งสูงสุดของทหารอเมริกัน
สื่อสหรัฐฯ วิจารณ์ว่าการปลดพลอากาศเอก Charles Quinton Brown Jr. สะท้อนมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ไม่ยอมรับความหลากหลาย เนื่องจากพลอากาศเอก Charles Quinton Brown Jr. เป็นคนอเมริกันผิวสี ทั้งที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมในฐานะผู้บัญชาการทหารของสหรัฐฯ คนที่ 21 รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกที่ลงมติรับรองให้เขาดำรงตำแหน่งนี้ด้วยคะแนน 98-0 แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ถูกปลดตำแหน่ง อยู่ระหว่างเดินทางไปพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาผู้อพยพและยาเสพติดผิดกฎหมายตามนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ หากไม่ถูกปลด พลอากาศเอก Charles Quinton Brown Jr. จะหมดวาระดำรงตำแหน่งในปี 2570 และตามปกติ ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล
ผู้นำสหรัฐฯ มีแผนการจะสั่งปลดเจ้าหน้าที่และพนักงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อีก 5,400 ตำแหน่ง โดยนาย Pete Hegseth รมว.กห.สหรัฐฯ ระบุว่าจะเริ่มปลดพนักงานจำนวนดังกล่าวในสัปดาห์หน้า เป้าหมายเพื่อลดงบประมาณและแก้ไขปัญหาระบบราชการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน ปัจจุบัน กห.สหรัฐฯ เป็นหน่วยงานที่มีพนักงานมากที่สุด และมีพลเรือนปฏิบัติงานอยู่มากถึง 950,000 คน นอกจากนี้ รมว.กห.สหรัฐฯ ยังเปิดเผยด้วยว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพสหรัฐฯ อีกอย่างน้อย 5 ตำแหน่ง ตามคำสั่งของประธานิบดีทรัมป์ พร้อมกันนี้ มีรายงานว่าผู้นำสหรัฐฯ สั่งปลดพนักงานในกรมสรรพากร (IRS) อีกประมาณ 6,000 ตำแหน่งด้วย
ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนประธานคณะเสนาธิการร่วมจะทำให้การดำเนินนโยบายด้านการทหารและความมั่นคงของสหรัฐฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามแนวทางสร้างสันติภาพด้วยคาวมแข็งแกร่ง หรือ peace through strength รวมทั้งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก (America First) ตลอดจนฟื้นฟูกองทัพสหรัฐฯ ให้มีความสามารถในการป้องกันและต่อสู้เมื่อเกิดภาวะสงคราม