วิกฤตโลกรวนกระทบต่อการคมนาคมระดับโลก : กรณีคลองปานามา

  ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ และภาคธุรกิจทั่วโลกมีระบบการขนส่ง (shipping) หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะทางบก อากาศ และเรือ ซึ่งการขนส่งทางเรือ ยังคงเป็น 1 ในระบบการขนส่งที่สำคัญและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด ตั้งแต่การอพยพของมนุษย์กลุ่มโฮโมเซเปียนส์ ไปทวีปออสเตรเลียเมื่อ 65,000 ปีก่อน จนถึงยุคการเดินเรือเพื่อการสำรวจหาทรัพยากรหรือดินแดนแห่งใหม่ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่การใช้เรือเพื่อขนส่งสินค้าเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางอากาศและทางบกอย่างมาก ยังมีข้อมูลว่า การขนส่งทางเรือสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นร้อยละ 65 ของการคมนาคมขนส่งทั้งหมด และยังมีแนวโน้มที่การขนส่งทางเรือจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผ่านเส้นทางอาร์กติก ซึ่งเป็นเส้นทางใหม่ที่มหาอำนาจกำลังตื่นเต้นที่จะเข้าไปจับจอง เพราะน้ำแข็งขั้วโลกเหนือกำลังละลาย หรือความเคลื่อนไหวของจีนที่สร้างท่าเรือใหม่ไปในหลายทวีป ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ เป็นสิ่งบอกเหตุว่าในอนาคต “ระบบขนส่งทางเรือ” จะเป็นเส้นเลือดหลักของโลกต่อไปอีกระยะยาว เมื่อการขนส่งทางเรือเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทชั้นนำของโลกพยายามคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการเดินเรือและระบบเส้นทางให้ทันสมัย ปลอดภัย และป้องกันอันตรายล่วงหน้าไว้อยู่เสมอ ที่ผ่านมา มนุษย์เอาชนะอุปสรรคในการเดินเรือข้ามมหาสมุทรหรือทวีปขนาดใหญ่ด้วยการ “ขุดคลอง” เพื่อลดระยะทางและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่ง จนทำให้เกิดคลองที่มีความสำคัญต่อโลกของการเดินเรือหลายเส้น เช่น คลองสุเอซ ที่เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน–ทะเลแดง คลองปานามา ที่เชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติก–แปซิฟิก…

การประชุมสุดยอดกลุ่มอาหรับ-อิสลาม ที่กาตาร์มีจุดยืนร่วมในการประณามอิสราเอล

  กาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอาหรับ-อิสลาม (Arab-Islamic Summit) วาระฉุกเฉิน ที่กรุงโดฮา เมื่อ 15 กันยายน 2568 เพื่อหารือแนวทางตอบโต้อิสราเอล กรณีโจมตีสมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮะมาสในกาตาร์เมื่อ 9 กันยายน 2568 ส่งผลให้นานาชาติ รวมทั้งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางวิตกว่าอิสราเอลจะขยายขอบเขตความขัดแย้ง และทำให้ความพยายามในการเจรจาสันติภาพยุติลง ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ และได้รับการแจ้งเตือนจากอิสราเอลก่อนที่จะโจมตี และให้ผู้เกี่ยวข้องแจ้งเตือนกาตาร์ ซึ่งไม่ทันเวลา การประชุมที่กาตาร์มีผู้นำประเทศและผู้แทนระดับสูงจากกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) จำนวน 22 ประเทศ และองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation -OIC) จำนวน 57 ประเทศ ผลการประชุม ประเทศสมาชิกกลุ่มอาหรับสนับสนุนกาตาร์ และมีถ้อยแถลงประณามในระดับสูงสุด กรณีอิสราเอลปฏิบัติการทางทหารในกาตาร์ พร้อมระบุว่าท่าทีของอิสราเอลเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค แนวโน้มท่าทีของกลุ่มประเทศอาหรับ สมาชิก OIC ที่จะสนับสนุนกาตาร์ต่อไป อาจเป็นรูปแบบการสนับสนุนท่าทีของกาตาร์ในเวทีสหประชาชาติ (UN) และการเพิ่มมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิสราเอลให้ยุติการปฏิบัติการทางทหารนอกพื้นที่ฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ เนื่องจากกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ อธิปไตย และความปลอดภัยของประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการสันติภาพมากกว่าเข้าร่วมสงครามหรือความขัดแย้ง…

มาเลเซียฉลองครบ 62 ปีวันจัดตั้งสหพันธรัฐ : ส่งผลดีต่อการใช้จ่ายชายแดนไทย-มาเลเซีย

  ใน 16 กันยายน 2568 เป็นวันครบรอบ 62 ปีการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย หรือ Malaysia Day และเป็นวันหยุดราชการ เพื่อที่รัฐบาลให้ประชาชนได้ร่วมกันฉลองและระลึกถึงการรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ ระหว่างมาลายา บอร์เนียวเหนือหรือรัฐซาบาห์ ซาราวัก และสิงคโปร์ แม้ว่าสิงคโปร์จะออกจากสหพันธรัฐไปแล้ว แต่ชาวมาเลเซียถือว่า 16 กันยายน เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติและความร่วมมือของประเทศ ในปี 2568 รัฐบาลกำหนดให้รัฐปีนังเป็นพื้นที่จัดงานฉลอง Malaysia Day ในธีม “Malaysia MADANI: Rakyat Disantuni” ที่ศูนย์ Butterworth Convention Centre  กิจกรรมประกอบด้วยการแสดงนิทรรศการด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับความหลากลายทางวัฒนธรรมและเอกภาพในประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียเมื่อ 16 กันยายน 2568 โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ร่วมฉลองกับประชาชนชาวมาเลเซีย แสดงความยินดีและสนับสนุนให้ชาวมาเลเซียมีเอกภาพเพื่อสร้างชาติที่แข็งแกร่ง และพระราชทานพรให้ชาวมาเลเซียมีสันติภาพ ตลอดจนรอดพ้นจากภัยพิบัติ การเมืองการปกครองมาเลเซีย เป็นแบบสหพันธรัฐตั้งแต่ 16 กันยายน 2506 โดยมีมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นประมุข โดยเจ้าผู้ครองรัฐ 9…

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการใน 16 กันยายน 2568 โดยจะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีชาลส์ที่ 3 และผู้นำรัฐบาลสหราชอาณาจักรด้วย สื่อมวลชนสหรัฐฯ ติดตามรายงานการเยือนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเมินว่าจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ ตลอดจนมีการเตรียมความพร้อมอย่างดี เพื่อให้ผลลัพธ์หรือภาพลักษณ์การเยือนออกมาราบรื่น มากกว่าการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้นประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญการต่อต้านจากชาวอังกฤษและมีการประท้วง Trump Baby ระหว่างการเยือนด้วย ข้อตกลงที่คาดว่าจะเป็นผลงานสำคัญในการเยือนครั้งนี้ คือ การเพิ่มความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศด้านพลังงานนิวเคลียร์ หรือ Atlantic Partnership for Advanced Nuclear Energy ที่จะส่งเสริมให้บริษัทพัฒนาและก่อสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์สามารถดำเนินกิจการในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุนดังกล่าวภายใน 2-4 ปี โดยรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรผลักดันความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระหว่างประเทศ รวมทั้งเชื่อว่าการสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มการจ้างงานในทั้ง 2 ประเทศได้จำนวนมาก ความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางพลังงานของสหราชอาณาจักรในระยะยาว แม้ว่าการก่อสร้างโรงงาน การปรับปรุงกฎหมายและการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมต่อการแจกจ่ายพลังงานดังกล่าวจะใช้เวลานาน แต่การลงนามในข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ จะทำให้มีความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการรับประกันความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการพลังงานนิวเคลียร์ ที่ผ่านมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรพยายามผลักดันการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ…

ไทยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจำนวนชาวเมียนมาในไทยตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ในพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 ขณะที่ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนเมียนมาในระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นจาก 49,000 คนในปี 2562 เป็น 79,000 คนในปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการอพยพ ได้แก่ ความไม่สงบในเมียนมาร์ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การบังคับเกณฑ์ทหาร และภัยธรรมชาติ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อไทยคือ พบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมากถึงร้อยละ 60 เดินทางเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และผลักดันให้บางส่วนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซนเตอร์

สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชายังคงซบเซา

จากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจบริเวณ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ยังคงชะลอตัว เนื่องจากภาคธุรกิจและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ นักเดินทางไม่กล้าเข้าไปท่องเที่ยว และยังขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงัก จึงไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินที่จะมาเพิ่มกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ในขณะที่เอกชนยังคงมีรายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงและซบเซาไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มการปะทะเกิดขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน

คนไทยโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (NCDs) ในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย เช่น กลุ่ม Gen Y (อายุ 30-40 ปี) ข้อมูลจาก สธ.ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยใหม่ขยับลงมาอยู่ที่ 30 ปี จากเดิมที่มักพบในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด ฟาสต์ฟู้ด และโซเดียมสูง การขาดกิจกรรมทางกาย หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรัง รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยโรค NCDs เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 คน คิดเป็นร้อยละ 81ของสาเหตุการเสียชีวิต อีกทั้งโรคเหล่านี้ต้องควบคุมอาการไปตลอดชีวิต ทำให้นอกจากจะกระทบต่อชีวิตประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศด้วย

สังคมไทยตระหนักต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในไทยกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากสถิติการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งมีสาเหตุจากความเครียดและปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางสังคม และความคาดหวังจากครอบครัว  หลายภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ทั้งในแง่การเรียกร้องความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมหรือคำพูดจากบุคคลสาธารณะ การแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ รวมถึงการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความใส่ใจต่อผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เพราะเห็นตรงกันว่า หากไม่มีการสนับสนุนหรือมาตรการรองรับ สถานการณ์อาจมีแนวโน้มแย่ลง และส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

เจ้าหน้าที่มาเลเซียระดับสูงและ สส.ได้รับอีเมลแบล็กเมลและเรียกค่าไถ่

นายฟาห์มี ฟัดซิล รมว.การสื่อสารและดิจิทัลของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 14 ก.ย.68 ว่า คณะกรรมาธิการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) เตรียมยื่นหนังสือถึงบริษัท Google เพื่อขอรับการสนับสนุนการสอบสวน หลังได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง (ระดับ รมว.และ รมช.) และ สส. หลายรายว่าได้รับอีเมลแบล็กเมลและเรียกค่าไถ่ จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า อีเมลดังกล่าวส่งมาจากบุคคลเดียวกัน เพราะมีเนื้อหาและรูปภาพอนาจารที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในลักษณะคล้ายกัน โดยเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านบาท)