![]()

สำนักข่าว Aljazeera เมื่อ 14 ธันวาคม 2568 รายงานความเห็นของนาย Ronny P Sasmita นักวิเคราะห์จากสถาบันวิชาการในอินโดนีเซีย เกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน และสิ่งที่อาเซียนควรดำเนินการในฐานะกลไกระดับภูมิภาค โดยประเมินว่าสาเหตุทำสำคัญที่ทำให้ความตกลงที่จะหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาล้มเหลว เนื่องจากความตกลงดังกล่าวไม่ได้มีขั้นตอนหรือการให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปมปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ คือ ความไม่เชื่อใจระหว่างกัน ทั้งในระดับรัฐบาล กองทัพ และประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชามีกลไกรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนมาโดยตลอด แต่ก็มีรายงานการเคลื่อนกำลังพลและกำลังทหาร รวมทั้งการปะทะระหว่างประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างรุนแรง
สรุปว่า ความตกลงร่วมกันเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารเมื่อ ตุลาคม 2568 ไม่สามารถคลายปมความขัดแย้งและไม่ไว้วางใจกันระหว่าง 2 ประเทศ ที่สะสมมานานจากหลายสาเหตุได้ นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีขั้นตอนและกลไกติดตามความคืบหน้าที่เพียงพอจะเอื้อต่อวิธีการจัดการชายแดนที่ยังไม่เรียบร้อยตั้งแต่สิ้นสุดยุคล่าอาณานิคมระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ขณะที่สิ่งปลูกสร้างและอาคารต่าง ๆ ในพื้นที่ก็ผูกโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้ตกเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างประชาชน ซึ่งเสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นความตึงเครียดระหว่างประเทศได้เป็นระยะ ๆ รวมทั้งความขัดแย้งในรอบปี 2568 นี้ ที่ตึงเครียดและขยายตัวขึ้นมา ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการถกเถียงเรื่องสิทธิครอบครองสิ่งปลูกสร้างและดินแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จากนั้นก็มีปัจจัยเสริมจากการพัฒนาขีดความสามารถทางการทหาร ที่ทำให้กองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายมีเครื่องมือในการยั่วยุทางการทหารระหว่างกันมากขึ้น นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันการลาดตระเวนทางการทหารก็เสี่ยงกลายเป็นจุดเริ่มต้นการปะทะทางการทหารที่ขยายตัวและยืดเยื้อได้ง่ายกว่าในอดีต เพราะทั้งไทยและกัมพูชาพร้อมจะตอบโต้กัน
ดังนั้น ความตกลงที่เกิดขึ้นเมื่อ ตุลาคม 2568 จึงอ่อนแอและเปราะบาง ไม่สามารถรักษาสันติภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้านไว้ได้ แม้ว่าจะเป็นความตกลงที่มีอาเซียนและสหรัฐฯ เป็นสักขีพยานก็ตาม
สถานการณ์ไทย-กัมพูชาทำให้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายหลากหลายมิติ เช่น วิกฤตผู้พลัดถิ่นและผู้อพยพจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ความเปราะบางในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และภาพลักษณ์ของอาเซียนที่ไม่สามารถเป็นกลไกรักษาสันติภาพในภูมิภาคได้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์ดังกล่าวเสนอให้อาเซียนดำเนินการสำคัญ 3 ขั้นตอน เพื่อคงบทบาทและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศสมาชิกครั้งนี้ ได้แก่ 1) ตั้งคณะทำงานติดตามความคืบหน้าของไทยและกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน โดยคณะทำงานดังกล่าวต้องมีสิทธิเข้าพื้นที่และมีความรับผิดชอบในการรายงานสถานการณ์อย่างเป็นอิสระและโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เป็นข้ออ้างในการก่อความรุนแรง 2) ตั้งคณะทำงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ ไทย กัมพูชาและอาเซียน เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมการทูตระหว่างกัน และ 3) ตั้งกลไกการเจรจาเพื่อจัดการปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชาในระยะยาว โดยที่อาเซียนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ด้วย และอาจพิจารณาให้สหประชาชาติเข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการเจรจา แต่ต้องมีขอบเขตชัดเจนและไม่มีอำนาจเหนือกว่าอาเซียน
นักวิเคราะห์มีมุมมองว่าปัจจุบันไทย-กัมพูชาอยู่ในจุดที่สำคัญอย่างมาก แม้ว่าอาเซียนและประชาชนต้องการสันติภาพ แต่หากผู้นำทั้ง 2 ประเทศไม่มีความมุ่งหมายทางการเมืองที่จะเจรจา ก็อาจทำให้ความตกลงหรือความร่วมมือในอนาคตอ่อนไหวและล้มเหลวซ้ำซาก และสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ระยะยาวต่อไป







