รัสเซียเตือนสหรัฐฯ กรณียูเครนขอรับการสนับสนุนขีปนาวุธ Tomahawk

สนข.Tass รายงานเมื่อ 15 ต.ค.68 อ้างบทสัมภาษณ์ของนายเซียเกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย ประเด็นความขัดแย้งรัสเซียยูเครน ได้แก่ 1) รัสเซียยังรักษาช่องทางเจรจาและหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และข้อตกลงหลังการประชุมสุดยอดผู้นำรัสเซีย-สหรัฐฯ เมื่อ 15 ส.ค.68 ที่รัฐอะแลสกา ดังนั้น หากสหรัฐฯ สนับสนุนขีปนาวุธ Tomahawk แก่ยูเครน จะส่งผลให้การเจรจายุติสงครามหยุดชะงักและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน 2) รัสเซียได้รับสัญญาณเชิงบวกจากสหรัฐฯ ประเด็นการขยายระยะเวลาของสนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์หรือ New Start 3) รัสเซียยืนยันจะไม่ร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อต่อต้านจีน และ 4) ข้อกล่าวหาของ EU กรณีโดรนรัสเซียลุกล้ำน่านฟ้าของโปแลนด์ไม่เป็นความจริง และรัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกล่าวหา EU ว่าพยายามดึงสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับสงคราม

อินเดียตั้งเป้าหมายเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรและขยายตลาดข้าวทั่วโลก

เว็บไซต์ The Hindu Business line รายงานเมื่อ 15 ต.ค.68 ว่า นาย Pralhad Joshi รมว.กระทรวงกิจการผู้บริโภค อาหาร และการจัดสรรภาครัฐ ระบุเป้าหมายเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรและมุ่งขยายตลาดข้าวทั่วโลกภายในปี 2573 โดยจะวางตำแหน่งอินเดียในฐานะผู้นำด้านการส่งออกข้าวของโลกที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และราคาควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศผ่านการมุ่งปฏิรูประบบ Public Distribution System (PDS) ซึ่งอำนวยความสะดวกในการจัดจำหน่ายสินค้าราคาถูกแก่ผู้ยากไร้ เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกข้าว และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่เกษตรกร ส่วนการประชุม Bharat International Rice Conference 2025 ระหว่าง 30-31 ต.ค.68 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย เป็นก้าวสำคัญสู่วิสัยทัศน์ Viksit Bharat 2047 หรือ อินเดียที่พัฒนาแล้วในปี 2590 โดยมีเกษตรกรและผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ

อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาถูกขุดคุ้ยโดยสื่อต่างชาติมากขึ้น

สื่อต่างประเทศหลายแห่ง รวมทั้งสื่อเกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ขุดคุ้ยอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชามากขึ้น หลังจากเกาหลีใต้ดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อกัมพูชา เพื่อจะนำเหยื่อชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชากลับประเทศ จากเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกล่อลวง และเสียชีวิตจากการทรมาน โดยสื่อส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชามีขนาดใหญ่ และบางแห่งดำเนินการโดยคนจีนที่หนีความผิดมาจากจีน ซึ่งธุรกิจอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาถูกเชื่อว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็น ข่าวสารที่ตีแผ่ธุรกิจการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาจากสื่อเกาหลีใต้ เช่น Chosun Daily เมื่อ 15 ตุลาคม 2568 ระบุว่า สีหนุวิลล์ เป็นแหล่งอาชญากรรมของกลุ่ม “Wench”  ที่มีขนาดใหญ่ เมืองนี้เดิมเป็นเมืองท่องเที่ยวและแหล่งกาสิโน มีโรงแรมหรูกว่าสิบแห่ง  ต่อมาจีนก็เข้าไปลงทุนโดยรัฐบาลกัมพูชาสนับสนุน จนหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็กลายเป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายของคนจีน ซึ่งมีรายงานว่ามีการบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีใต้ เวียดนาม และอินโดนีเซีย สื่อเกาหลีใต้ยังระบุชื่อนาย Xu Aimin ชาวจีน ที่ถูกจำคุกที่จีน และหลบหนีไปกัมพูชา จนสามารถดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายจนร่ำรวย  และลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชา เพื่อฟอกเงิน เช่น ธุรกิจโรงแรมหรูในพนมเปญ และเมื่อกันยายน 2568 กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก็ประกาศอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากได้ทำการหลอกลวงชาวอเมริกันทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน จนทำให้เมื่อปี 2567 ชาวอเมริกันถูกหลอกจากธุรกิจออนไลน์จากกัมพูชาไป 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นักธุรกิจชาวจีนที่หลอกลวงทางออนไลน์อื่น ๆ…

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา เป็นที่น่าสนใจ และติดตามว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ในห้วงที่มีข่าวสารรายงานถึงการดำเนินการอย่างแข็งกร้าว และจริงจังภายใต้การนำของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ประกาศในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ว่า จะนำเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจสแกมเมอร์ กลับประเทศให้เร็วที่สุด หลังจากพบนักศึกษาเกาหลีใต้ต้องถูกทรมานจนเสียชีวิต หลังจากถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาอยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน เมื่อพฤษภาคม 2567 โดยได้มีการลงนามกันเมื่อครั้งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มีนายกกัมพูชาเยือนเกาหลีใต้  ในมิติเศรษฐกิจ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับ 2  รวมทั้งมีการการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับกัมพูชาด้วย กัมพูชาเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าเกาหลีใต้ โดยในห้วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ส่งออกส่งออกไปเกาหลีใต้ เป็นมูลค่า  151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออก เช่น รองเท้า เครื่องดื่ม ยางพารา ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เป็นต้น ขณะที่นำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 286 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์เครื่องครัว และผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น  เกาหลีใต้ยังเป็นปลายทางอันดับ…

การปะทะบริเวณพรมแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ตึงเครียดมากขึ้น

สื่อมวลชนต่างประเทศติดตามรายงานสถานการณ์การปะทะระหว่างกองทัพปากีสถานกับกองกำลังกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งมีแนวโน้มตึงเครียดและบ่อยครั้งขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้กันด้วยการยิงปะทะเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 สัปดาห์ เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณพรมแดนชนบทของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งสื่อปากีสถานอ้างว่ากองกำลังในอัฟกานิสถานเริ่มต้นการโจมตีก่อน จากนั้นปากีสถานจึงตอบโต้ทำให้รถถังและฐานที่มั่นของฝ่ายอัฟกานิสถานได้รับความเสียหาย ด้านอัฟกานิสถานยืนยันการปะทะดังกล่าว แต่ไม่รายงานรายละเอียด ทั้งนี้ ปากีสถานเชื่อว่าพื้นที่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศถูกใช้เป็นฐานที่มั่นและซ่อนตัวของกลุ่มตอลิบันและกองกำลังติดอาวุธอื่น ๆ ที่รัฐบาลปากีสถานถือว่าเป็นอันตรายและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ นานาชาติติดตามและเฝ้าระวังความขัดแย้งระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน เนื่องจากอาจเป็นสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศและบั่นทอนความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่ไม่ไว้วางใจกัน เพราะปากีสถานเชื่อว่ารัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Tehreek-e-Taliban Pakistan หรือ TTP กลุ่ม Balochistan Liberation Army หรือ BLA และกลุ่ม Islamic State Khorasan Province หรือ ISKP ที่เคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาลปากีสถานมาโดยตลอด รวมทั้งอยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายครั้งในจังหวัด Khyber…

จีนย้ำอำนาจอธิปไตยเหนือซินเจียงในสมุดปกขาวว่าด้วยแนวทางการปกครองซินเจียง

จีนเผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยแนวทางปฏิบัติและความสำเร็จในการปกครองซินเจียงในยุคสมัยใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) เมื่อ 20 กันยายน 2568 เพื่อย้ำอำนาจอธิปไตยของจีนในการปกครองซินเจียง สร้างความเข้าใจในนโยบาย แนวทางปฏิบัติและความสำเร็จของ พคจ. ในเขตปกครองตนเองซินเจียงตามแนวคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยระบุยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นความสำเร็จของจีนในซินเจียง 5 ประการ ได้แก่ 1) การต่อต้านการก่อการร้ายและการเสริมสร้างเสถียรภาพที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยกระดับการรักษาความปลอดภัยในซินเจียง เน้นการหลีกเลี่ยงมากกว่าการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดการผู้ที่มีแนวคิดรุนแรง การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรจากต่างประเทศ (Anti-Foreign Sanctions Law) และการกำหนดให้แนวคิดการรวมเติร์กและการรวมอิสลามเป็นภัยต่อการรวมชาติ เพราะส่งเสริมแนวคิดว่าเจ้าของซินเจียงมีเพียงชาวอุยกูร์ และวัฒนธรรมของชาติอื่นในซินเจียงไม่ใช่วัฒนธรรมจีน 2) การเสริมสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ โดยพัฒนาชุมชนและเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การส่งเสริมการศึกษาและการใช้ภาษาจีนเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมจีนและ พคจ. การจัดทัศนศึกษาสำหรับเยาวชน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวฮั่น ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน ส่งผลให้ซินเจียงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 302 ล้านคน เมื่อปี 2567 3) การจัดการกิจการทางศาสนาเชิงรุก ห้ามจัดกิจกรรมทางศาสนาที่ผิดกฎหมายและไม่สอดคล้องกับค่านิยมของจีน ควบคุมผู้ที่มีแนวคิดหัวรุนแรง นำเสนอกฎหมายและแนวคิดสังคมนิยมจีนในสถานที่ทางศาสนา และฝึกอบรมผู้นำทางศาสนาเพื่อเผยแพร่หลักคำสอนทางศาสนาและวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมในซินเจียง 4) การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในซินเจียง และการพัฒนาให้ซินเจียงเป็นจุดศูนย์กลางของแถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม อาทิ โครงการขจัดความยากจน ทำให้ในปี 2563…

ประเทศมหาอำนาจอายัดบิทคอยน์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรร่วมมือกันอายัดบิทคอยน์ (Bitcoin) มูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรออนไลน์ในกัมพูชา พร้อมทั้งยื่นฟ้องเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ต่อนาย Chen Zhi ชาวกัมพูชาที่เป็นประธานบริษัท Prince Group ในกัมพูชา ในข้อหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์และการฟอกเงินด้วย นอกจากนี้ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะเดินหน้าคว่ำบาตรธุรกิจและบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับนาย Chen Zhi รวมทั้งอายัดทรัพย์สินที่นาย Chen Zhi ครอบครอบอยู่ในสหราชอาณาจักรมูลค่าประมาณ 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย ทั้งนี้ นาย Chen Zhi เป็นบุคคล 2 สัญชาติ คือ กัมพูชาและอังกฤษ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น 1 ในปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ และเป็นการยึดบิทคอยน์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดด้วย  นาย Chen Zhi เป็นอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการตั้งบริษัทในต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟอกเงินและปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยบริษัทส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับบริษัท Prince Group ที่ระบุว่าดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และให้บริการด้านการเงิน แต่จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทต่าง…

จีนแสดงความไม่พอใจกรณีสหรัฐฯ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือ

จีนไม่พอใจอย่างยิ่งและคัดค้านกรณีสหรัฐฯ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือและมาตรการจำกัดต่อภาคการเดินเรือ โลจิสติกส์ และการต่อเรือของจีน ซึ่งเป็นการกระทำฝ่ายเดียวและละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก และหลักความเท่าเทียมและต่างตอบแทนภายใต้ข้อตกลงการขนส่งทางทะเลระหว่างจีน–สหรัฐฯ อย่างร้ายแรง โดยได้ประกาศเมื่อ 10 ต.ค.68 ว่า จะเรียกเก็บค่าธรรมท่าเรือพิเศษต่อเรือสหรัฐฯ เรือที่ชักธงสหรัฐฯ สร้างในสหรัฐฯ หรือครอบครอง ดำเนินการ หรือลงทุนโดยบริษัทสหรัฐฯ ทั้งยังขึ้นบัญชีบริษัทที่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการสอบสวนของสหรัฐฯ ในรายชื่อมาตรการตอบโต้ และสอบสวนการกระทำของสหรัฐฯ และบางประเทศ รวมถึงบริษัทที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและการพัฒนาของภาคการขนส่งทางเรือและการต่อเรือจีนของจีน

มาเลเซียจะอำนวยความสะดวกในพิธีลงนามข้อตกลงหยุดยิงไทย–กัมพูชา

เว็บไซต์ นสพ. New Strait Times รายงานเมื่อ 14 ต.ค.68 ว่า ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในพิธีลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา หรือที่เรียกว่า ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ( Kuala Lumpur Accord declaration) ใน 26 ต.ค.68  ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธี

Goldman Sachs คาดว่านโยบายภาษีทำให้ชาวอเมริกันรับภาระต้นทุนภาษี

รายงานของ Goldman Sachs ที่เผยแพร่เมื่อ 12 ต.ค.68  ระบุว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกัน จะต้องแบกรับภาระต้นทุนทางภาษีถึงร้อยละ 55  ในสิ้นปี 2568 จากการดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ขณะที่ธุรกิจในประเทศจะรับภาระ ร้อยละ 22  ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการต่างชาติจะรับภาระ ร้อยละ 18 ซึ่งต่างไปจากสถานการณ์เมื่อปี 2562  เพราะภาระภาษียังไม่ได้ถูกส่งผ่านให้ผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทเลือกชะลอการปรับขึ้นราคา  เพื่อรอดูทิศทางของนโยบายว่าคงอยู่ต่อไปหรือไม่  และว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล   ซึ่งเป็นดัชนีบอกระดับเงินเฟ้อ และตรวจจับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค จะเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 0.44