![]()

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งปฏิบัติการบุกเข้าไปควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยาเมื่อ 3 มกราคม 2568 เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีค้ายาเสพติดในศาลนครนิวยอร์ก ปัจจุบันยังคงมีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งความเคลื่อนไหวในเวเนซุเอลาที่ต้องเร่งรักษาบรรยากาศด้านความมั่นคง และขั้นตอนต่อไปของสหรัฐฯ ที่ผู้นำสหรัฐฯ จะหารือกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในประเทศ เพื่อให้พร้อมเข้าไป “บริหารจัดการ” น้ำมันในเวเนซุเอลา ซึ่งผู้บริหารของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Exxon Mobil, ConocoPhillips และ Chevronจะเข้าร่วมการหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ ปัจจุบัน บริษัท Chevron เป็นบริษัทเดียวที่เข้าไปลงทุนในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา
โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ พร้อมและต้องการเข้าไปบริหารทรัพยากรธรรมชาติในเวเนซุเอลา แม้ว่าจะเริ่มปรากฏกระแสวิจารณ์ว่า การส่งบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปในเวเนซุเอลาอาจไม่ได้ทำกำไรได้รวดเร็ว หรือคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเข้าไปลงทุน เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเวเนซุเอลาอาจไม่เอื้อให้ลงทุน นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของเวเนซุเอลายังไม่แน่นอน และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรกน้ำมันเวเนซุเอลา
ชาวอเมริกันจำนวน 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา จากผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อ 5 มกราคม 2568 และไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปกครองเวเนซุเอลาแทน แต่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันร้อยละ 65 เห็นด้วยกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ส่งทหารไปปฏิบัติการในเวเนซุเอลา สะท้อนว่านโยบายดังกล่าวได้ใจฐานเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์
การดำเนินคดีต่อประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาในสหรัฐฯ ก็มีความคืบหน้า โดยสื่อรายงานว่าเมื่อ 5 มกราคม 2568 ในการขึ้นศาลที่แมนฮัตตัน ในนครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีมาดูโรปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เช่น ความเกี่ยวข้องด้านค้ายาเสพติด และอาวุธปืน และยังคงถูกควบคุมตัวไว้ พร้อมกันนี้ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเผชิญความท้าทายในการกำหนดท่าทีและจุดยืนต่อสหรัฐฯ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่า หากไม่ให้ความร่วมมือ ก็พร้อมจะโจมตีเวเนซุเอลาอีก
นานาชาติยังแสดงความกังวลว่าเหตุการณ์นี้ จะทำให้ทั่วโลกเห็นว่า สหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและแพร่กระจายแนวคิดจักรวรรดินิยม ไม่เป็นผลดีต่อระเบียบโลกที่คาดหวังให้ทุกประเทศเคารพอธิปไตยเหนือดินแดนระหว่างกัน และทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ยกระดับการป้องกันภัยด้านความมั่นคง โดยใช้เครื่องมือทางทหาร และมาตรการปิดกั้นพรมแดน
มีรายงานว่า เวเนซุเอลาประกาศปิดพรมแดนที่เชื่อมกับบราซิลชั่วคราว ทำให้บราซิลต้องตัดสินใจส่งหน่วยความมั่นคงไปเฝ้าระวังการอพยพบริเวณพรมแดน ที่ผ่านมา ชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากต้องการอพยพไปยังบราซิล เพื่อไปประกอบอาชีพและหารายได้ที่ดีกว่าในประเทศ ทั้งนี้ ผู้นำบราซิลแถลงไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ กรณีปฏิบัติการดังกล่าว และเหตุการณ์นี้อาจทำให้ความมั่นคงในเวเนซุเอลาย่ำแย่ เพราะนอกจากจะไม่มั่นคงทางการเมืองแล้ว ยังขาดแคลนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จากนโยบายตัดลดงบประมาณของสหรัฐฯ อีกด้วย







