![]()

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสและประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ของเยอรมนี เมื่อ 8 มกราคม 2569 แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เชิงลบ เพราะไม่เห็นด้วยกับกรณีผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศและความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงทำให้โลกตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มโจร (robbers den) ตลอดจนทำให้ระเบียบโลกถูกทำลาย เพราะที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีพลังและเป็นผู้กำหนดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน มหาอำนาจกลับดำเนินนโยบายที่สร้างความแตกแยก ด้วยการหันหลังให้พันธมิตรและกฎหมาย รวมทั้งสถาบันและความร่วมมือระดับพหุภาคี ด้านประธานาธิบดีของเยอรมนีเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันรักษาระเบียบโลก รวมทั้งหลักคิดประชาธิปไตยต่อไป
ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีมีขึ้นในช่วงที่ผู้นำทั้ง 2 กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมภายในประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สอดคล้องกัน สะท้อนว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนีกังวลกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ที่สหรัฐฯ วิจารณ์สถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุโรปในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ว่าเป็นปัญหาที่ยุโรปจะต้องแก้ไขเอง ประกอบกับต้นปี 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปฏิบัติการบุกโจมตีเวนซุเอลา ขู่ว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ และประกาศถอนตัวสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกความร่วมมือระดับพหุภาคีหลายองค์กร ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของชาวเยอรมนีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76 มีมุมมองว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่เยอรมนีพึ่งพาได้อีกต่อไป
คาดว่าปัจจุบันประเทศในยุโรปกังวลกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะนอกจากจะบั่นทอนความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ -ยุโรปแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของยุโรปเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซียด้วย เพราะสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะไม่สนับสนุนงบประมาณในระยะยาว หากไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน
ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีอาจไม่มีผลต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะล่าสุดเมื่อ 9 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายครอบครองกรีนแลนด์ว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่มีความสำคัญต่อเขา และไม่มีอะไรจะยับยั้งการตัดิสนใจของเขาได้ นอกจากศีลธรรม (morality) รวมทั้งไม่เห็นด้วยว่ารัฐบาลจีนจะบุกรุกไต้หวัน เหมือนที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา เพราะมั่นใจว่า ผู้นำจีนจะไม่บุกโจมตีไต้หวันในช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 52 ต่อ 47 คะแนน ยับยั้งผู้นำสหรัฐฯ ไม่ให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาเพิ่มเติม เพื่อควบคุมสถานการณ์และรักษาภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศ







