![]()

ความเคลื่อนไหวและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทั่วโลกกังวลว่าจะสร้างผลกระทบต่อระเบียบโลก ตั้งแต่เหตุการณ์เวนซุเอลา ต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 7 มกราคม 2568 เผยแพร่บันทึก (Presidential Memorandum) ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งต่อจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการยกเลิกการเป็นสมาชิก
ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2568 ผ่านคำสั่งผู้บริหาร ให้หน่วยงานต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN) ทบทวนนโยบายการเป็นสมาชิกและการสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรระหว่างประเทศ
องค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการเป็นสมาชิก ประกอบด้วยองค์กรภายใต้สหประชาชาติ เช่น Commission for Environmental Cooperation และ International Solar Alliance และองค์กรที่อยู่นอกการควบคุมดูแลโดยสหประชาชาติ เช่น คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (ECOSOC) คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission หรือ ILC) ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (ITC) กองทุนประชาธิปไตย (UN Democracy Fund) และคณะกรรมการสร้างสันติภาพ (Peacebuilding Commission หรือ PBC) รวมทั้งองค์กรหรือสถาบันที่เคลื่อนไหวเรื่องภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats) ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ความมั่นคงพลังงาน การต่อต้านการก่อการร้ายและความมั่นคงไซเบอร์ เช่น Intergovernmental Panel on Climate Change, International Energy Forum, Freedom Online Coalition, Global Counterterrorism Forum และ Global Forum on Cyber Expertise
จำนวนที่องค์กรที่สหรัฐฯ จะถอนตัวและยกเลิกการเป็นสมาชิกองค์กรและสถาบัน รวมทั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ รวม 66 องค์กร/สถาบัน โดย จากจำนวนดังกล่าว 31 แห่งและกรอบความร่วมมืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ (UN) ดังนั้น ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อบทบาทของสหประชาชาติในต่างประเทศ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่กำลังมีงานวิจัยร่วมกับต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการยืนยันว่า ผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบันไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับสิทธิต่าง ๆ และปัญหาโลกร้อน และนโยบายดังกล่าวอาจทำให้นานาชาติต้องเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในความร่วมมือระหว่างประเทศ
นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว เพื่อป้องกันงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพลังงานของสหรัฐฯ จากต่างประเทศ เพราะสหรัฐฯ ต้องการเป็นผู้นำโลกด้านการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาด







