![]()

สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารสำคัญ คือ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือกระทรวงสงคราม (ชื่อใหม่) เมื่อ 24 มกราคม 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางดำเนินนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศจากความท้าทายและภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมทั้งจะมุ่งผลประโยชน์และความคุ้มค่าของชาวอเมริกันและมาตุภูมิ มากกว่าความพยายามปกป้องระเบียบโลก หรือมีส่วนร่วมในสงครามและความขัดแย้งที่ชาวอเมริกันไม่ได้ผลประโยชน์อะไร
… แต่สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการโดดเดี่ยวตนเอง แต่กำลังทบทวนใหม่ว่าเหตุการณ์ใดจะส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ มากที่สุด และยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับนานาชาติ เนื้อหาที่น่าสนใจในเอกสารฉบับนี้ มี 4 ส่วน ได้แก่ 1) สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับภูมิภาคอเมริกามากขึ้น 2) สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่ไม่ต้องการเผชิญหน้าทางทหารกับจีน 3) สหรัฐฯ จะร่วมมือหรือดำเนินการอะไรกับพันธมิตร รวมทั้งหุ้นส่วนด้านความมั่นคงต่อไป 4) สหรัฐฯ จะทุ่มเทพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศและอาวุธ เพิ่มกำลังการผลิต ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอาวุธสหรัฐฯ
ไทยพร้อมไหม ?…. กับการรับมือสหรัฐฯ ที่อาจมีวิธีการและรูปแบบการดำเนินนโยบายป้องกันประเทศที่แตกต่างจากเดิม
เพราะวิธีการที่สหรัฐฯ จะป้องปรามภัยคุกคามจากจีน คือ สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการป้องกันอิทธิพลจีนในพื้นที่ First Island Chain (FIC) ซึ่งครอบคลุมไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมทั้งพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเน้นส่งเสริมให้ประเทศหุ้นส่วนและพันธมิตรของสหรัฐฯ ยกระดับความสามารถด้านการทหารและการป้องกันประเทศ ควบคู่กับใช้เทคนิค Deterrence by Denial หรือการป้องปรามโดยการทำให้จีนเห็นว่า ความขัดแย้งทางหทารจะไม่เป็นผลดีต่อจีน เป็นวิธีการรักษาภาวะสันติภาพ… เท่ากับว่า สหรัฐฯ จะไม่ขัดแย้งกับจีนโดยตรง แต่จะทำทุกวิธีการเพื่อให้มั่นใจว่าจีนจะไม่สามารถขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้ ซึ่งอาจคล้ายกับการสร้างเครือข่ายด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่แตกต่างตรงที่จะให้ประเทศพันธมิตรและหุ้นส่วนมีจุดยืนที่เข้มแข็ง รวมทั้งสกัดกั้นอิทธิพลจีนด้วยตนเองมากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วนด้านการทหารและความมั่นคงเช่นเดิม แต่ความร่วมมือต่าง ๆ จะอยู่บนพื้นฐาน “commonsense” มากกว่า “common interest” ซึ่งไทยก็เป็นพันธมิตรเก่าแก่ และหลักด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต้องทำความเข้าใจ “commonsense” หรือสามัญสำนึกของสหรัฐฯ ว่าหมายถึงอะไร เตรียมพร้อมวิธีการร่วมมือที่ปฏิบัติได้จริง (pragmatic) เพื่อให้ไทยยังมีความสำคัญกับสหรัฐฯ ในระดับที่ประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถทดแทนได้ เพื่อให้ไทยยังคงมีแต้มต่อในการสร้างความร่วมมือกับสหรัฐฯ
ดังนั้น ทุกหน่วยงานของไทยควรมีการบูรณาการกันอย่างจริงจังเรื่องนโยบายต่อสหรัฐฯ ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานด้านด้านความมั่นคง ควรมีหน่วยงานด้านต่างประเทศและด้านเศรษฐกิจที่ต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่ไทยต้องการจากสหรัฐฯ ให้ชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อรับมือกับการดำเนินยุทธศาสตร์นี้ของสหรัฐฯ ให้ตอบสนองโจทย์ความมั่นคงของชาติและประชาชน …..เพราะสหรัฐฯ มีเครื่องมือที่หลากหลายพร้อมนำไปใช้ดำเนินยุทธศาสตร์ของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังอย่างมาตรการภาษี หรือเครื่องมือทางการทหารที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ต้องการใช้ประโยชน์เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อ่อนไหว มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเข้มข้นในทุกมิติ รวมถึงสหรัฐฯ ยังมีจุดแข็งเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการที่สหรัฐฯ จะทุ่มเทยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ไทยเราพอจะเจาะช่องทางนี้อะไรได้บ้าง….เชื่อว่า สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ของไทย หรือ Defence Technology Institute (DTI) น่าจะมีคำตอบเตรียมไว้แล้ว…..







